<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ลาจาก - The House</title>
	<atom:link href="https://thehouse.online/tag/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thehouse.online</link>
	<description>เว็บไซต์เพื่อความบันเทิงแนวสยองขวัญ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 25 Jul 2023 04:52:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.2</generator>

<image>
	<url>https://thehouse.online/wp-content/uploads/2016/04/cropped-tag-32x32.jpg</url>
	<title>ลาจาก - The House</title>
	<link>https://thehouse.online</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>693 เมียผี</title>
		<link>https://thehouse.online/story693/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story693/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Nov 2019 14:12:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[ฆ่าตัวตาย]]></category>
		<category><![CDATA[นางรำ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5737</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณเลิฟครับ เกิดขึ้นสมัยที่คุณเลิฟทำงานอยู่ในบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว คุณเลิฟเล่าว่า.. ขอเกริ่นนิดนึงก่อนว่า เจ้าของบริษัทแกเป็นคนชอบเล่นของเก่า สะสมของเก่า ชนิดว่าที่ไหนมีของโบราณของเก่า ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน แกจะต้องดั้นด้นไปซื้อมาครอบครองจนได้ มีวันหนึ่ง แกได้ข่าวมาว่ามีบ้านเรือนไทยโบราณหลังนึง เจ้าของตายไปนานแล้ว ลูกหลานก็ไม่มีเวลาไปอยู่ ปล่อยร้างมานานหลายสิบปี ต้องการจะขาย แกก็ชวนผมกับคนงานไปดู พอดูเสร็จสรรพแกชอบ เลยตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย แล้วจ้างคนมารื้อเป็นส่วนๆ แล้วเอาไปประกอบในพื้นที่ว่างหลังบริษัท แกบอกจะต่อไว้อยู่เอง ตกแต่งนิดหน่อยน่าจะสวยอยู่ ผมก็แล้วแต่..เจ้านายอยากได้ก็ตามสบาย แต่ส่วนตัวผมมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับบ้านเรือนไทยหลังนี้เลย มันมีความรู้สึกแปลกๆ เซนส์ลึกๆ ในตัวผมมันเตือนมาอย่างนั้น.. หลังจากที่เรือนไทยถูกแยกชิ้นขนมาที่บริษัท ก็จัดการเริ่มปลูกกันเลยโดยไม่มีการทำพิธีใดๆ เจ้านายบอกประกอบเลย ไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวายหรอก เดี๋ยวต้องปรับปรุงอีกมากจะเสียเวลา ตัวผมเองเป็นคนควบคุมงาน งานผ่านไปค่อนข้างขลุกขลักพอสมควร ไม่รู้เพราะอะไร เครื่องมือเสียบ้าง คนงานบาดเจ็บบ้าง ซึ่งผมก็พยายามไม่คิดอะไร คิดซะว่าเป็นอุบัติเหตุ ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะประกอบเสร็จเรียบร้อย ซ่อมแซมจุดที่ชำรุด ก็ดูดีขึ้นกว่าเก่ามาก ดูน่าอยู่ทีเดียว หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย เจ้านายก็มาบอกพวกเราว่า เดี๋ยวจะเลี้ยงฉลองให้.. ว่าแล้วคืนวันศุกร์ก็มาถึง เจ้านายสั่งปิดบริษัทเลย วันนั้นไม่ต้องทำงาน แต่ทุกคนต้องมากินเลี้ยงฉลองเรือนไทยกัน เหล้า เบียร์ ขนม นม เนย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story693/">693 เมียผี</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณเลิฟครับ เกิดขึ้นสมัยที่คุณเลิฟทำงานอยู่ในบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว คุณเลิฟเล่าว่า.. ขอเกริ่นนิดนึงก่อนว่า เจ้าของบริษัทแกเป็นคนชอบเล่นของเก่า สะสมของเก่า ชนิดว่าที่ไหนมีของโบราณของเก่า ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน แกจะต้องดั้นด้นไปซื้อมาครอบครองจนได้ มีวันหนึ่ง แกได้ข่าวมาว่ามีบ้านเรือนไทยโบราณหลังนึง เจ้าของตายไปนานแล้ว ลูกหลานก็ไม่มีเวลาไปอยู่ ปล่อยร้างมานานหลายสิบปี ต้องการจะขาย แกก็ชวนผมกับคนงานไปดู พอดูเสร็จสรรพแกชอบ เลยตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย แล้วจ้างคนมารื้อเป็นส่วนๆ แล้วเอาไปประกอบในพื้นที่ว่างหลังบริษัท แกบอกจะต่อไว้อยู่เอง ตกแต่งนิดหน่อยน่าจะสวยอยู่ ผมก็แล้วแต่..เจ้านายอยากได้ก็ตามสบาย แต่ส่วนตัวผมมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับบ้านเรือนไทยหลังนี้เลย มันมีความรู้สึกแปลกๆ เซนส์ลึกๆ ในตัวผมมันเตือนมาอย่างนั้น..</p>
<p>หลังจากที่เรือนไทยถูกแยกชิ้นขนมาที่บริษัท ก็จัดการเริ่มปลูกกันเลยโดยไม่มีการทำพิธีใดๆ เจ้านายบอกประกอบเลย ไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวายหรอก เดี๋ยวต้องปรับปรุงอีกมากจะเสียเวลา ตัวผมเองเป็นคนควบคุมงาน งานผ่านไปค่อนข้างขลุกขลักพอสมควร ไม่รู้เพราะอะไร เครื่องมือเสียบ้าง คนงานบาดเจ็บบ้าง ซึ่งผมก็พยายามไม่คิดอะไร คิดซะว่าเป็นอุบัติเหตุ ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะประกอบเสร็จเรียบร้อย ซ่อมแซมจุดที่ชำรุด ก็ดูดีขึ้นกว่าเก่ามาก ดูน่าอยู่ทีเดียว หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย เจ้านายก็มาบอกพวกเราว่า เดี๋ยวจะเลี้ยงฉลองให้.. ว่าแล้วคืนวันศุกร์ก็มาถึง เจ้านายสั่งปิดบริษัทเลย วันนั้นไม่ต้องทำงาน แต่ทุกคนต้องมากินเลี้ยงฉลองเรือนไทยกัน เหล้า เบียร์ ขนม นม เนย เครื่องดื่มเพียบ ฉลองกันตั้งแต่เช้า ใครเมาก็นอนไป ตื่นมาก็กินต่อ ทั้งเจ้านายลูกน้อง สนุกกันเต็มที่ จนตกเย็น ลูกน้องคนอื่นๆ ก็ขอตัวกลับ ผมเองก็ไม่ไหวจะขอตัวกลับเหมือนกัน แต่เจ้านายไม่ให้กลับ บอกอยู่ก่อนๆ มีงานกลางคืนอีก ดึกๆ ค่อยกลับ หรือถ้าไม่ไหวก็นอนที่นี่เลย ซึ่งงานกลางคืนจะเหลืออยู่กัน 5 คน มีผม เจ้านาย เพื่อนผม เลขา และเพื่อนเลขาอีกคนเท่านั้น ซึ่งเลขาเจ้านายชื่อ พี่นกเล็ก แกเป็นคนอีสานตัวเล็กๆ เหมือนชื่อ แต่หน้าตาดีน่ารัก ตาคม ผมยาว แถมยังโสด พนักงานหนุ่มๆ ในบริษัทตามจีบ แต่แกไม่สนใจใคร</p>
<p>ช่วงงานกลางคืนเหลือแค่พวกเราที่สนิทๆ กัน เจ้านายก็เอาเหล้านอกอย่างดีมาเลี้ยง ต่างคนก็ต่างคุยเรื่องต่างๆ นานาสนุกสนาน เจ้านายก็คุยเรื่องเรือนไทยของแกอย่างภูมิอกภูมิใจ คุยกันเพลินๆ จนเวลาล่วงเลยมาเกือบเที่ยงคืน ตายล่ะ..ดึกมากแล้ว รถที่จะออกจากซอยบริษัทหมดไปนานแล้ว ผมลืมไปเสียสนิท เจ้านายบอก งั้นก็ไม่ต้องกลับ นอนกันที่บริษัทนี่ล่ะ พรุ่งนี้ค่อยกลับ ว่าแล้วเจ้านายก็ขอตัวขึ้นไปนอนก่อน เพราะเมาจนหน้าแดงพูดแทบไม่รู้เรื่องแล้ว แกบอกว่า <em>‘ขึ้นไปนอนบนเรือนไทยกันสิ เดินไฟแล้วนี่ ในห้องโถงกลางก็มีแอร์แล้ว ไปเอาหมอนที่ห้องนั่งเล่นขึ้นไปนอนกันเลย..’</em> ซึ่งพวกเราก็พยักหน้าเห็นดีด้วย ว่าแล้วเรา 4 คนมี ผม เพื่อนผม พี่นกเล็ก และเพื่อนแก ก็ขึ้นไปนอนบนเรือนไทยนั้น คือนอนรวมกันแต่คนละมุม พี่นกเล็กกับเพื่อนนอนติดกับทางเดิน ผมกับเพื่อนนอนมุมในสุด ด้วยความเมา ผมเลยหลับไปอย่างง่ายดาย จนมารู้สึกตัวอีกที ก็เพื่อนพี่นกเล็กมาเขย่าตัวเรียกผมกับเพื่อนให้ตื่นขึ้นมาดูพี่นกเล็ก สิ่งที่เห็นคือ พี่นกเล็กแกนั่งพับเพียบ พนมมือ หันหน้าไปที่ประตูทางเดิน แกนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น.. ผมถามเพื่อนพี่นกเล็ก แกชื่อ พี่ติ๋ว ว่าอะไรครับพี่ติ๋ว มีอะไร? พี่ติ๋วเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า ก็ไอ้นกอ่ะดิ มันบอกพี่ขอลงไปฉี่ข้างล่าง แล้วพอขึ้นมามันก็มานั่งแบบเนี้ยะ ตั้งนานแล้ว พี่เรียกมันมานอนมันก็ไม่ตอบ ไปเขย่าตัวมันก็ไม่ตอบ ช่วยไปดูหน่อยสิ พี่กลัว.. ว่าแล้วผมกับเพื่อนก็ค่อยๆ เดินไปที่ร่างพี่นกเล็ก ผมนั่งลงข้างๆ เธอ พยายามเรียกชื่อ พี่นกๆ เป็นอะไรทำไมไม่ไปนอน? ..ไม่มีเสียงตอบ ทีนี้ผมลองเอามือไปเขย่าแขนแก ตัวแกเย็นมาก เย็นเหมือนน้ำแข็ง ผมก็เขย่าแขนเรียกชื่อแก แกก็ไม่ตอบ แกนั่งลืมตานะ แต่เหมือนเหม่อลอย ผมหันไปถามพี่ติ๋ว<span class="Apple-converted-space">  </span>พี่ติ๋ว พี่นกละเมอหรือเปล่า? พี่มาช่วยเขย่าตัวพี่นกให้ตื่นหน่อย ทีนี้เรา 3 คนช่วยกันเขย่าตัวพี่นก พี่ติ๋วตบหน้าพี่นกเบาๆ เขย่าเรียกชื่อกันอยู่พักใหญ่ อยู่ๆ พี่นกก็ร้อง <em>‘กรี๊ดดดดดด~’</em> ขึ้นมา แล้วร้องไห้ฟูมฟาย ปากก็พูด ไม่ไปๆ หนูกลัวแล้ว หนูไม่ไป!! ดูเหมือนแกกลัวอะไรบางอย่างมากๆ กว่าจะปลอบจะคุยให้พี่นกใจเย็นลงได้ก็สว่างคาตา ความเมาหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะความตื่นเต้นที่ได้พบตรงหน้า</p>
<p>หลังจากลงจากเรือนไทยเข้ามานั่งที่บริษัท พวกเราก็ถามพี่นกว่าเกิดอะไรขึ้น? พี่นกเล่าว่า ตอนที่พี่จะนอน กำลังเคลิ้มๆ พี่ได้ยินเสียงเรียกชื่อพี่ แล้วอยู่ดีๆ ก็ปวดฉี่ เลยบอกพี่ติ๋วว่าจะลงไปเข้าห้องน้ำ พอเดินไปเข้าห้องน้ำเสร็จ กำลังจะเดินกลับมาขึ้นเรือน พี่เห็นคนแก่ๆ ผู้ชาย ใส่ชุดโจงกระเบนเหมือนในหนัง ยืนอยู่ตรงบันได คนแก่คนนั้นบอกพี่ว่าเค้าชอบพี่ จะขอพี่ให้ไปเป็นเมียเค้า พี่ก็ตกใจ เลยร้องเรียกพี่ติ๋วกับผม แต่กลับไม่มีเสียงออกจากปาก แล้วจู่ๆ คนแก่คนนั้นก็ตรงเข้ามาเอามือปิดปากพี่ แล้วพี่ก็สลบไปเลย.. พวกเราฟังพี่นกเล่าก็แปลกใจ คิดว่าพี่นกอาจจะฝันไปเอง ละเมอมานั่งพับเพียบพนมมือ แล้วเอาความฝันมาประติดประต่อเป็นเรื่องราวเอง หรือไม่พี่นกก็จะเจอตาแก่คนนั้นจริงๆ แล้วตาแก่คนนั้นเป็นใคร พวกเราก็ไม่สามารถหาคำตอบได้</p>
<p>หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น พี่นกไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้เรือนไทยอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดูแกจะหวาดกลัวเอามากๆ ขนาดเจ้านายให้ไปเช็คของในโกดังที่อยู่ใกล้ๆ เรือนไทย พี่นกจะต้องชวนผมไปเป็นเพื่อนทุกครั้ง ไปไหนพี่นกก็จะเอาผมไปด้วย แกกลัวเอามากๆ ช่วงนั้นผมกับพี่นกตัวแทบจะติดกันจนคนในบริษัทแซว ว่าผมจีบพี่นก แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย.. พี่นกแกชอบมาเล่าให้ผมฟังว่า พี่ฝันร้ายบ่อยมาก ฝันเห็นแต่คนแก่คนนั้นมาขอพี่ไปเป็นเมีย พี่ไม่สบายใจเลย นอนก็ไม่ค่อยหลับ เหนื่อยมาก ผมเลยพยายามปลอบใจไม่ให้แกคิดมาก ชวนแกไปทำบุญ ปล่อยนกปล่อยปลาให้สบายใจ แต่มันก็ช่วยได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น พี่นกดูซึมเศร้าลง บางครั้งก็นั่งเหม่อลอย งานที่ทำก็แย่ลงๆ เช็คสต็อกผิดๆ ถูกๆ ใครมาเบิกของก็จัดส่งให้ผิดหลายเที่ยว จนเจ้านายต้องเรียกไปเตือนหลายครั้ง ผมกับพี่ติ๋วก็ห่วงๆ แกมาก พยายามเข้าไปคุย ไปปลอบแก.. มีอยู่วันหนึ่ง พี่นกเหมือนมีอะไรจะบอกผมกับพี่ติ๋ว แกคงคิดอยู่นาน พอถึงเวลาเลิกงาน แกก็มาบอกผมกับพี่ติ๋วว่า คืนนี้ไปนอนที่ห้องแกเป็นเพื่อนหน่อยสิ แล้วจะเข้าใจอะไรๆ ดีขึ้น.. ผมกับพี่ติ๋วก็งงในคำพูดแก แต่ก็รับปากไป</p>
<p>ผมกลับบ้านเก็บเสื้อผ้าแล้วตรงไปที่ห้องพี่นกทันที คืนนั้น พี่นกนอนบนเตียงกับพี่ติ๋ว ส่วนผมนอนพื้นตรงประตู เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบ ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็เห็นพี่นกทาหน้าขาววอก ยืนรำอยู่แล้ว!! ผมนี่ช็อคเลย เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย มองไปที่พี่ติ๋ว ไม่ต้องพูดครับ แกนั่งคลุมโปงตัวสั่นอยู่บนเตียง พี่นกแกรำไม่หยุดเลย แล้วรำไม่รำเปล่า แกทำเสียงเป็นทำนองให้จังหวะด้วย <em>‘นอย น๊อย นอย..’</em> เสียงแหบๆ เยือกเย็น ยานคาง หนาวเข้ากระดูกเลย ผมทนไม่ไหวอีกแล้ว กัดฟันลุกไปเปิดไฟทุกดวงในห้องให้สว่าง พอไฟถูกเปิด พี่นกก็ฟุบลงไปบนพื้น ผมเข้าไปดูพี่นก แกยังมีสติแต่ดูเหนื่อย ผมถาม เฮ้ย! พี่เล่นอะไรอ่ะ พี่หลอกพวกผมเหรอ? กลัวนะพี่ ไม่ชอบเลย พี่ทำอย่างนี้ทำไม? พี่นกเริ่มน้ำตาคลอ บอกพี่ไม่ได้แกล้ง เห็นหรือยัง? พี่เป็นแบบนี้แทบทุกคืนเลย พี่บังคับตัวเองไม่ได้ พี่เหนื่อย พี่กลัว ช่วยพี่ด้วยนะ.. แล้วแกก็ร้องไห้ออกมา พี่ติ๋วตั้งสติได้ก็ลงมากอดมาปลอบพี่นก<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>วันต่อมา พี่นกลางานเพราะไม่ไหว ผมกับพี่ติ๋วมาทำงานปกติ ต่างก็ปรึกษากันว่าจะทำไงกับพี่นกดี สงสารแก ผมเลยแนะนำให้ลองไปปรึกษาพระดีไหม ทำบุญ พี่ติ๋วก็เห็นดีด้วย แต่เชื่อไหม พวกเราตระเวนทำบุญ หาพระ ถวายสังฆทาน กันอย่างต่อเนื่อง แต่มันเหมือนไม่มีอะไรดีขึ้นเลย พี่นกแย่ลงๆ ขาดงานบ่อย ร่างกายซูบซีด ไม่กินข้าวปลา กลายเป็นคนเก็บตัว จนท้ายที่สุดแกต้องลาออกเพราะทำงานไม่ไหวแล้ว แกบอกแกจะกลับบ้านที่ขอนแก่น ไปอยู่กับพ่อแม่สักพัก พ่อแม่แกมีร้านขายของ คงพออยู่ได้ไม่เดือดร้อน รอจนอะไรๆ ดีขึ้นค่อยเข้ากรุงเทพฯ หางานทำใหม่ แกทิ้งที่อยู่ เบอร์โทรให้ บอกพวกผมว่า ว่างๆ ไปเที่ยวบ้านแกบ้างนะ จะพาเที่ยว ผมกับพี่ติ๋วก็รับปากแกว่าจะไปเที่ยวแน่นอน</p>
<p>หลังจากที่พี่นกกลับบ้านไปแล้ว ผมกับพี่ติ๋วก็คอยโทรไปคุยกับแก กลัวแกเหงา รู้สึกว่าแกจะดีขึ้น เมื่อไปอยู่ใกล้พ่อแม่ เหมือนแกจะลืมเรื่องร้ายๆ ที่เจอจนหมดสิ้น ผมเลยถามแก เมื่อไหร่พี่จะมาทำงานอีกครับ? ถ้าพี่ไปที่ไหน ผมจะไปสมัครที่นั่นด้วยเป็นเพื่อนพี่นะ พี่นกก็ขำแล้วบอก พี่ก็อยากกลับไปทำงานนะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปเมื่อไหร่ หรือจะได้กลับไปอีกหรือเปล่า.. นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมได้คุยกับพี่นก หลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครติดต่อพี่นกได้อีกเลย แกปิดโทรศัพท์ไปไม่รู้เพราะเหตุผลอะไร ผมกับพี่ติ๋วกระวนกระวายมาก จนเราได้วันหยุดยาวที่ตรงกัน ก็คือหลังจากวันนั้นเกือบเดือนเหมือนกัน เราขึ้นขอนแก่นกันทันที ไปตามที่อยู่ที่พี่นกให้ไว้ ความหวังคือได้เห็นพี่นกออกมาต้อนรับเรา แล้วไปเที่ยวกันตามที่สัญญา ..แต่มันไม่มีอีกแล้ว ไม่มีพี่นกอีกแล้ว.. ใช่แล้วครับ พี่นกตายไปแล้ว แกฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอในห้องนอนของแก แม่พี่นกเล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า วันนั้นก่อนที่แกจะคิดสั้น แกก็ยังมานั่งคุยกับแม่ดี บอกแม่ว่าอยากแต่งงาน แม่ยังแซวอยู่เลย ไหนลูกเขยแม่? พามาให้แม่ดูตัวหน่อย.. พี่นกได้แต่ยิ้มๆ ไม่พูดอะไร แล้วก็ขอตัวขึ้นห้องนอนไป สายมาอีกวัน แม่ไม่เห็นพี่นกลงมากินข้าว ก็เลยไปตามที่ห้อง ก็เห็นพี่นกผูกคอตายไปแล้ว..<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>แต่สิ่งที่แม่พี่นกเล่าแล้วทำเอาพวกผมขนลุกคือ <em><strong>ตอนตายพี่นกแกทาหน้าขาว ใส่ชุดไทยเหมือนนางรำ แม่ก็ไม่รู้ว่าแกไปเอาชุดมาจากไหน?</strong></em> พูดจบแม่ก็ร้องไห้อีกครั้ง พวกเราก็พลอยร้องไห้ตามไปด้วย ไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดเรื่องเวรอะไรขึ้น ผีตาแก่ที่บ้านทรงไทยมาเอาตัวแกไปเป็นเมีย? หรือแกคิดไปเองหลอนตัวเองจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า? ผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลยจนถึงวันนี้.. แต่หลังจากกลับมากรุงเทพฯ วันต่อมา ผมกับพี่ติ๋วก็ไปยื่นใบลาออกพร้อมๆ กัน เพราะผมทนไม่ไหวที่จะต้องมาเจอกับบรรยากาศเก่าๆ มองไปทางไหนก็จะคิดถึงแต่พี่นก พี่ติ๋วเองก็คงไม่ต่างจากผม และที่สำคัญ ผมเกลียดบ้านทรงไทยหลังนั้น ไม่อยากแม้แต่จะปรายตามองมันอีกเลย ไปดีเถอะครับพี่นก ไม่ว่าพี่จะอยู่ที่ไหน ผมยังคิดถึงพี่ตลอดจนถึงทุกวันนี้..</p>
<p><b>Story by </b>คุณเลิฟ<br />
<b>Cr.</b> รูปประกอบจาก ภาพยนตร์ บุษบา</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story693/">693 เมียผี</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story693/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>685 ลาก่อนพี่จอม</title>
		<link>https://thehouse.online/story685/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story685/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Nov 2019 14:24:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[งานศพ]]></category>
		<category><![CDATA[บวช]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5682</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณ Napaporn Komsin ( จากเรื่องที่ 665 เล่นซ่อนหาในบ้านลิเก ) ครับ คุณ Napaporn เล่าว่า.. เรามีพี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เป็นลูกของป้า ชื่อ พี่จอม (นามสมมติ) ตอนนั้นพี่จอมอายุ 19 ย่าง 20 พี่จอมเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย ขยันขันแข็ง ตอนนั้นพี่จอมเองเรียนอยู่มหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แต่ช่วงปิดเทอม พี่จอมจะกลับมาอยู่บ้าน และหางานทำ ทุกๆ เช้าพี่จอมจะออกไปทำงาน แล้วกลางวันจะกลับมาทานข้าวที่บ้าน เพราะอยู่ใกล้ๆ วันนั้นก็เป็นอีกวันที่พี่จอมออกไปทำงานแล้วกลับมาทานข้าวกลางวัน เรากำลังเล่นอยู่หน้าบ้าน พี่จอมก็ทักเราปกติ พอพี่จอมทานข้าวเสร็จก็ไปทำงานต่อ แต่ก่อนออกไป ยายเราได้ทักพี่จอมว่า ‘จอมเป็นอะไรหรือเปล่าลูก เครียดอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าดูหมองๆ’ พี่จอมก็ตอบว่าเปล่าครับ แล้วก็ไปทำงานต่อ โดยที่เราและทุกคนไม่รู้เลยว่า นั่นคือการที่เราจะได้เจอ และได้คุยกับพี่จอมเป็นครั้งสุดท้าย.. ช่วงเวลาเกือบบ่าย 3 ของวันนั้น คุณลุง (พ่อของพี่จอม) ก็ขับรถเข้ามาที่บ้านแล้วบอกทุกคนว่า ‘จอมเสียแล้ว!’ พวกเราทั้งอึ้ง ทั้งงง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story685/">685 ลาก่อนพี่จอม</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณ Napaporn Komsin ( จากเรื่องที่ <a href="https://thehouse.online/story665">665 เล่นซ่อนหาในบ้านลิเก</a> ) ครับ คุณ Napaporn เล่าว่า.. เรามีพี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เป็นลูกของป้า ชื่อ พี่จอม (นามสมมติ) ตอนนั้นพี่จอมอายุ 19 ย่าง 20 พี่จอมเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย ขยันขันแข็ง ตอนนั้นพี่จอมเองเรียนอยู่มหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แต่ช่วงปิดเทอม พี่จอมจะกลับมาอยู่บ้าน และหางานทำ ทุกๆ เช้าพี่จอมจะออกไปทำงาน แล้วกลางวันจะกลับมาทานข้าวที่บ้าน เพราะอยู่ใกล้ๆ</p>
<p>วันนั้นก็เป็นอีกวันที่พี่จอมออกไปทำงานแล้วกลับมาทานข้าวกลางวัน เรากำลังเล่นอยู่หน้าบ้าน พี่จอมก็ทักเราปกติ พอพี่จอมทานข้าวเสร็จก็ไปทำงานต่อ แต่ก่อนออกไป ยายเราได้ทักพี่จอมว่า <em>‘จอมเป็นอะไรหรือเปล่าลูก เครียดอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าดูหมองๆ’</em> พี่จอมก็ตอบว่าเปล่าครับ แล้วก็ไปทำงานต่อ โดยที่เราและทุกคนไม่รู้เลยว่า นั่นคือการที่เราจะได้เจอ และได้คุยกับพี่จอมเป็นครั้งสุดท้าย..</p>
<p>ช่วงเวลาเกือบบ่าย 3 ของวันนั้น คุณลุง (พ่อของพี่จอม) ก็ขับรถเข้ามาที่บ้านแล้วบอกทุกคนว่า <em>‘จอมเสียแล้ว!’</em> พวกเราทั้งอึ้ง ทั้งงง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น? ลุงบอกว่า พี่จอมลงไปซ่อมสายไฟที่อยู่ตรงขอบบ่อปลาในไร่ที่เขาทำงานอยู่ แล้วเจ้าของบ่อยังไม่ได้ตัดกระแสไฟ เท้าของพี่จอมจุ่มลงไปในบ่อเลยทำให้ถูกไฟช็อตเสียชีวิต.. พวกเราร้องไห้หนักมาก ไม่คิดว่าคนดีๆ เเบบพี่จอมจะมาด่วนจากไปเร็วขนาดนี้</p>
<p>พวกเราก็ตั้งสวดศพพี่จอมไว้ที่วัด ช่วงนั้นเป็นเดือนเมษายน เราปิดเทอมพอดี เรากับพี่อีกคนก็นอนเฝ้าอยู่หน้าโลงศพ คอยดูธูปใหญ่ เผื่อเวลาดับจะได้จุดดอกใหม่ทัน.. จนคืนสุดท้าย เราเป็นคนเอาข้าวไปให้พี่จอม เราก็เคาะโลงบอกว่า <em>‘หนูเอาของที่พี่ชอบมาให้แล้วนะ คิดถึงจัง เวลามีปัญหาหนูไม่รู้จะไปคุยกับใครเลยทีนี้..’</em> คืนนั้นพอพระสวดเสร็จ เก็บของอะไรเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินกลับบ้าน วัดกับบ้านเนี่ยอยู่ห่างกันแค่ 200 เมตร ระหว่างทางที่เดินกลับ เราได้กลิ่นธูปตามมาตลอดจนถึงหน้าบ้าน พออยู่หน้าบ้านเราเลยพูดว่า <em>‘ขอบคุณนะ ที่เดินมาเป็นเพื่อนหนู..’</em> จากนั้นกลิ่นธูปก็กลายเป็นกลิ่นดอกไม้หอมๆ แล้วก็จางหายไป</p>
<p>พอมาเช้าอีกวันซึ่งเป็นวันเผา ช่วงเช้าพวกญาติๆ เราก็นิมนต์หลวงพ่อมาทำพิธีบวชให้กับพี่จอม (ตามความปรารถนาก่อนตาย) เราก็เตรียมเครื่องบวชพร้อมทุกอย่าง ตอนที่หลวงพ่อกำลังจะเปลี่ยนผ้า เอาจีวรใหม่ที่เราเตรียมไว้ทำเครื่องบวชให้พี่จอมไปห่มแทน ช่างภาพที่เราจ้างมาในงานก็จับภาพอะไรได้บางอย่าง แต่ช่วยกันดูก็ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร? จนเผาเสร็จอะไรเสร็จเรียบร้อย พวกผู้ใหญ่ก็นิมนต์ให้หลวงพ่อไปเชิญดวงวิญญาณออกมาจากที่ที่พี่จอมเสีย เพื่อพาวิญญาณกลับบ้าน อันนี้เราไม่ได้ไปด้วยเพราะว่าตอนนั้นยังเด็ก แต่แม่เราไป แล้วแม่มาเล่าให้ฟังว่า ทางที่เข้าไปไร่มันลึกมาก ตอนนั้นก็เริ่มมืดแล้ว เข้าไปข้างในบ่อปลาก็มีหลายบ่อมากๆ แม่ว่าขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่ว่าบ่อไหน ลุงที่ขับรถไปให้แกเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนโบกมืออยู่ที่บ่อทางด้านซ้ายข้างใน แกก็ขับเข้าไปจอด ขอบบ่อเห็นเป็นรอยดินโคลนสไลด์เป็นทาง ซึ่งเป็นบ่อที่พี่จอมเสียชีวิตจริงๆ แต่ที่แปลกคือ พอจอดรถลงมาก็ไม่เห็นผู้ชายคนนั้นแล้ว? หาที่ไหนก็ไม่เจอ ทุกคนเลยลงความเห็นว่านั่นคือพี่จอมที่มาชี้จุดให้ พอทำพิธีเชิญวิญญานเสร็จก็พากันกลับ จากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก..</p>
<p>จนมาถึงวันที่พี่สาวไปเอารูปจากร้านถ่ายรูป พวกเราก็ไล่ๆ ดู แต่มันจะมีรูปอยู่ 4-5 รูป ที่เป็นช่วงตอนทำพิธีบวช ที่หลวงพ่อกำลังจะคลุมผ้าจีวรใหม่แทนพี่จอม ในรูปนั้น ด้านหน้าของหลวงพ่อคือเงาลางๆ ของผู้ชายคนหนึ่งนั่งพนมมืออยู่ ที่ตัวเหมือนมีสร้อยสังวาลย์พาด พอทุกคนได้เห็นรูปนั้นต่างพากันร้องไห้ ผู้ชายในรูปคือพี่จอมแน่ๆ และในวันที่พี่จอมเสีย อีกแค่ 5 วันพี่จอมก็จะอายุ 20 ปีเต็มพอดี และพี่จอมเคยพูดไว้ว่าจะบวชภายในปีที่อายุเต็ม 20 ปี เรื่องราวก็มีเพียงเท่านี้ ถึงแม้เวลาจะผ่านไป 9 ปีแล้ว แต่น้องสาวคนนี้ก็ยังคงคิดถึงพี่จอมอยู่เสมอ ด้วยรักจากน้องสาวของพี่ค่ะ</p>
<p><b>Story by</b> Napaporn Komsin</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story685/">685 ลาก่อนพี่จอม</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story685/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>654 ยายทวดหิว</title>
		<link>https://thehouse.online/story654/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story654/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 03 Aug 2019 14:00:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ต่างจังหวัด]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5431</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหมิวครับ คุณหมิวเล่าว่า.. สมัยเราเรียนอยู่ ป.2 ยายทวดเราป่วยด้วยโรคชรา และเสียชีวิตไปด้วยวัย 91 ปี และเรื่องมันเกิดหลังจากทำบุญ 100 วันยายทวดผ่านไปค่ะ.. ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน ฝนตกหนัก บ้านเรากับบ้านยายทวดอยู่ข้างๆ กัน คืนนั้นเวลาเกือบๆ เที่ยงคืน มีเสียงดัง ‘ปัง!’ ที่ประตูบ้านเรา เสียงดังมากจนเรากับแม่ตื่น แม่บ่นว่า คงเป็นเสียงลมพัดอะไรมาชนประตูล่ะมั้ง..เพราะฝนตกหนัก แล้วเรากับแม่ก็นอนต่อจนเช้า วันต่อมาพอเรากลับจากโรงเรียน ได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่า เมื่อคืนน้าเราที่เป็นคนดูแลยายทวด และอยู่บ้านหลังนั้น (บ้านยายทวด) เล่าว่า ระหว่างที่แกนอนเคลิ้มๆ อยู่ ได้ยินเสียงฝีเท้าลากไปกับพื้นไม้ช้าๆ ดัง ‘ตึง..ฟืดดด ตึง..ฟืดดด’ เนื่องจากบ้านหลังนั้นเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูง แล้วสมัยยายทวดยังอยู่ แกจะเดินลากเท้าช้าๆ แบบนี้เลย น้าบอกว่าเสียงลากเท้าเดินไปอย่างเชื่องช้า ดังแทรกเสียงฝนกระหน่ำอย่างชัดเจน จนน้าหลุดจากอาการเคลิ้มหลับ ลุกมาฟังเสียงฝีเท้า ซึ่งเดินไปหยุดที่ชานครัว น้าได้ยินเสียงเปิดฝาหม้อที่ตั้งบนเตาถ่าน เสียงทัพพีตะหลิวตกพื้นชานดัง ‘ตึงตัง’ สักพักได้ยินเสียงคนเคี้ยวข้าวแห้งดัง ‘กรุบๆ’ ช้าๆ (ข้าวเหนียวที่พอคนอีสานกินไม่หมด จะเอามาผึ่งใส่กระด้งตากไว้โปรยให้ไก่กิน) และเสียงเทน้ำลงพื้นด้านล่าง (สมัยก่อนกินน้ำในตุ่มดิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story654/">654 ยายทวดหิว</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหมิวครับ คุณหมิวเล่าว่า.. สมัยเราเรียนอยู่ ป.2 ยายทวดเราป่วยด้วยโรคชรา และเสียชีวิตไปด้วยวัย 91 ปี และเรื่องมันเกิดหลังจากทำบุญ 100 วันยายทวดผ่านไปค่ะ.. ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน ฝนตกหนัก บ้านเรากับบ้านยายทวดอยู่ข้างๆ กัน คืนนั้นเวลาเกือบๆ เที่ยงคืน มีเสียงดัง <em>‘ปัง!’</em> ที่ประตูบ้านเรา เสียงดังมากจนเรากับแม่ตื่น แม่บ่นว่า คงเป็นเสียงลมพัดอะไรมาชนประตูล่ะมั้ง..เพราะฝนตกหนัก แล้วเรากับแม่ก็นอนต่อจนเช้า</p>
<p>วันต่อมาพอเรากลับจากโรงเรียน ได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่า เมื่อคืนน้าเราที่เป็นคนดูแลยายทวด และอยู่บ้านหลังนั้น (บ้านยายทวด) เล่าว่า ระหว่างที่แกนอนเคลิ้มๆ อยู่ ได้ยินเสียงฝีเท้าลากไปกับพื้นไม้ช้าๆ ดัง <em>‘ตึง..ฟืดดด ตึง..ฟืดดด’</em> เนื่องจากบ้านหลังนั้นเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูง แล้วสมัยยายทวดยังอยู่ แกจะเดินลากเท้าช้าๆ แบบนี้เลย น้าบอกว่าเสียงลากเท้าเดินไปอย่างเชื่องช้า ดังแทรกเสียงฝนกระหน่ำอย่างชัดเจน จนน้าหลุดจากอาการเคลิ้มหลับ ลุกมาฟังเสียงฝีเท้า ซึ่งเดินไปหยุดที่ชานครัว น้าได้ยินเสียงเปิดฝาหม้อที่ตั้งบนเตาถ่าน เสียงทัพพีตะหลิวตกพื้นชานดัง <em>‘ตึงตัง’</em> สักพักได้ยินเสียงคนเคี้ยวข้าวแห้งดัง <em>‘กรุบๆ’</em> ช้าๆ (ข้าวเหนียวที่พอคนอีสานกินไม่หมด จะเอามาผึ่งใส่กระด้งตากไว้โปรยให้ไก่กิน) และเสียงเทน้ำลงพื้นด้านล่าง (สมัยก่อนกินน้ำในตุ่มดิน ใช้กระบวยตัก พอกินไม่หมดก็เททิ้ง)</p>
<p>พอน้าได้ยินเสียงครบกระบวนการกินขนาดนั้น แกเลยทนไม่ไหว ร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว พนมมือตะโกนขึ้นอย่างไม่คิดชีวิตว่า <strong><em>‘อยากได้อะไรมาเข้าฝัน อย่ามาแบบนี้ ลูกหลานกลัวหมดแล้ว!’</em></strong> หลังจากนั้นน้าบอกว่า ได้ยินเสียงเหมือนเดินลากพื้นรัวๆ ลงบันไดไป <em>‘ตึงตังตึงตัง’</em> แล้วไปชนกับประตูบ้านเราดัง <em>‘ปัง!’</em> นั่นล่ะค่ะ.. ไม่แน่ใจว่าตกบันไดด้วยหรือเปล่า?</p>
<p>เช้าวันนั้น น้ากับยายก็เลยไปทำบุญให้ยายทวด และคืนนั้นเองน้าก็ฝันค่ะ ฝันว่ายายทวดนุ่งเสื้อลูกไม้ตัวเก่งกับผ้าซิ่นผืนงาม มายืนกวักมือเรียกน้าลงจากบ้านไปหา ในฝันยายทวดบอกว่า <em>‘เมื่อคืนกูหิว กูเลยกลับไปหาของกิน..’</em> น้าถามว่า <em>‘ใส่บาตรทำบุญไปให้ทุกวันไม่ได้รับเหรอ?’</em> ยายทวดบอก <em>‘ตอนมึงใส่บาตรทำบุญ มึงเรียกวิญญาณบรรพบุรุษ ญาติๆ ที่ตายไปทุกตนมากินด้วย กูแก่แล้ว กูไปไม่ทันเขา ไปถึงเหลือแต่กระดูกให้กูกิน! แต่กูจะไปแล้วล่ะ หมดเวลาของกูแล้ว ดูบ้านดูช่องให้ดีนะมึง..’</em> แล้วยายทวดก็เดินจากไป ในฝันน้าร้องไห้โฮจนสะดุ้งตื่น แล้วก็มาเล่าให้แม่ และญาติๆ ฟังในตอนเช้า</p>
<p>อีกเรื่องที่น่าแปลกคือ ต้นดอกแก้วที่ยายทวดปลูกไว้ ยายทวดชอบไปเด็ดดอกแก้วห่อใส่ผ้าเช็ดหน้ามาใส่กระเป๋าเสื้อเสมอ ยายทวดชอบ บอกว่าหอม กลิ่นดอกแก้วเลยเป็นกลิ่นประจำตัวยายทวด ที่เดินไปไหนทุกคนก็จะได้กลิ่นจากดอกแก้วที่แก่ห่อไปด้วย แต่ไม่นานหลังจากยายทวดจากไปในฝันของน้า ต้นดอกแก้วของยายทวดมันก็เหี่ยวเฉา และตายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่น้ากับยายก็รดน้ำทุกวันไม่ขาด.. เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องเล่าจากญาติผู้ใหญ่ แต่นึกถึงทีไรก็ขนลุกอยู่ดี เป็นเรื่องที่เราทุกคนในครอบครัวจำไม่ลืมค่ะ.. ยังคงรักและคิดถึงยายทวดเสมอ</p>
<p><b>Story by</b> คุณหมิว</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story654/">654 ยายทวดหิว</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story654/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>653 คำขอข้างโลงศพ</title>
		<link>https://thehouse.online/story653/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story653/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Aug 2019 14:16:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[งานศพ]]></category>
		<category><![CDATA[ท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5426</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหมิวครับ คุณหมิวเล่าว่า.. เหตุการณ์นี้อาจจะไม่ได้น่ากลัว แต่ก็แอบขนลุกอยู่เหมือนกันค่ะ เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องของคนแถวบ้านแฟนเราค่ะ โดยแม่แฟนเป็นคนเล่าให้ฟังว่า.. มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง สามีชื่อ บิ๊ก (นามสมมติ) ภรรยาชื่อ อัน (นามสมมติ) และลูกชายวัยประมาณ 2 ขวบชื่อ น้องเร (นามสมมติ) ที่สำคัญคืออันกำลังท้องลูกแฝดใกล้คลอดอยู่ด้วย.. ช่วงเดือนพฤศจิกายน ก่อนครบกำหนดคลอดลูกแฝดไม่นาน บิ๊ก สามีขับรถเกิดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ขณะกลับจากงานเลี้ยง โดยที่ อัน ผู้เป็นภรรยาไม่รู้เรื่องเลย เพราะอยู่บ้านแม่เตรียมคลอด ทางพ่อแม่ของสามีต้องรวบรวมสติ และคำพูดเพื่อไปบอกกับอันในวันถัดมาหลังจากเตรียมงานศพเสร็จ แม่แฟนเราต่อเล่าว่า ตอนแรกญาติพี่น้องทุกคนเป็นห่วงอันมาก เกรงว่าอันจะเสียใจจนกระทบกับการคลอดในอีกไม่ช้า แต่วันที่อันมาไหว้ศพสามีก่อนไปรอคลอด อันลุกไปเคาะโลงศพสามี แม่แฟนเราซึ่งอยู่แถวนั้น ได้ยินอันบอกกับสามีเบาๆ ว่า ‘ทำไมตัวถึงทิ้งเค้าไปแบบนี้ แล้วเค้าจะทำยังไงต่อไป? ถ้าจะไป ก็ให้เอาลูกตัวในท้องไปด้วย อย่าให้ลูกเกิดมาลำบากไปกับเค้า แค่น้องเรคนเดียวก็พอแล้ว เค้าจะดูแลน้องเรให้ดีที่สุด แค่อย่าเพิ่มภาระให้เค้าก็พอ นะตัวนะ เค้าขอ..’ พูดเสร็จก็เดินอุ้ยอ้ายออกไปโดยที่ไม่มีน้ำตาสักหยด.. หลังจากนั้นวันเดียว คุณหมอตรวจพบว่าเด็กแฝดทั้งสองในท้องอันไม่มีสัญญาณชีพจร ซึ่งผิดปกติมาก จึงรีบทำการผ่าคลอด [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story653/">653 คำขอข้างโลงศพ</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหมิวครับ คุณหมิวเล่าว่า.. เหตุการณ์นี้อาจจะไม่ได้น่ากลัว แต่ก็แอบขนลุกอยู่เหมือนกันค่ะ เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องของคนแถวบ้านแฟนเราค่ะ โดยแม่แฟนเป็นคนเล่าให้ฟังว่า..</p>
<p>มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง สามีชื่อ บิ๊ก (นามสมมติ) ภรรยาชื่อ อัน (นามสมมติ) และลูกชายวัยประมาณ 2 ขวบชื่อ น้องเร (นามสมมติ) ที่สำคัญคืออันกำลังท้องลูกแฝดใกล้คลอดอยู่ด้วย.. ช่วงเดือนพฤศจิกายน ก่อนครบกำหนดคลอดลูกแฝดไม่นาน บิ๊ก สามีขับรถเกิดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ขณะกลับจากงานเลี้ยง โดยที่ อัน ผู้เป็นภรรยาไม่รู้เรื่องเลย เพราะอยู่บ้านแม่เตรียมคลอด ทางพ่อแม่ของสามีต้องรวบรวมสติ และคำพูดเพื่อไปบอกกับอันในวันถัดมาหลังจากเตรียมงานศพเสร็จ</p>
<p>แม่แฟนเราต่อเล่าว่า ตอนแรกญาติพี่น้องทุกคนเป็นห่วงอันมาก เกรงว่าอันจะเสียใจจนกระทบกับการคลอดในอีกไม่ช้า แต่วันที่อันมาไหว้ศพสามีก่อนไปรอคลอด อันลุกไปเคาะโลงศพสามี แม่แฟนเราซึ่งอยู่แถวนั้น ได้ยินอันบอกกับสามีเบาๆ ว่า <em><strong>‘ทำไมตัวถึงทิ้งเค้าไปแบบนี้ แล้วเค้าจะทำยังไงต่อไป? ถ้าจะไป ก็ให้เอาลูกตัวในท้องไปด้วย อย่าให้ลูกเกิดมาลำบากไปกับเค้า แค่น้องเรคนเดียวก็พอแล้ว เค้าจะดูแลน้องเรให้ดีที่สุด แค่อย่าเพิ่มภาระให้เค้าก็พอ นะตัวนะ เค้าขอ..’</strong></em> พูดเสร็จก็เดินอุ้ยอ้ายออกไปโดยที่ไม่มีน้ำตาสักหยด..</p>
<p>หลังจากนั้นวันเดียว คุณหมอตรวจพบว่าเด็กแฝดทั้งสองในท้องอันไม่มีสัญญาณชีพจร ซึ่งผิดปกติมาก จึงรีบทำการผ่าคลอด ผลปรากฏว่าเด็กแฝดทั้งสองเสียชีวิตอย่างสงบตั้งแต่ในท้องแล้ว โดยที่หมอก็ไม่อาจทราบสาเหตุ.. เราได้ฟังก็ขนลุกเลย เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อในยุคปัจจุบันแบบนี้ ซึ่งมันก็อาจจะเป็นแค่เหตุบังเอิญ หรือสามีของอัน อาจจะมารับลูกของเค้าไปอยู่ด้วยตามที่ขอก็เป็นได้..</p>
<p><b>Story by</b> คุณหมิว</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story653/">653 คำขอข้างโลงศพ</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story653/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>649 มาตามไปงานศพ</title>
		<link>https://thehouse.online/story649/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story649/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jul 2019 14:00:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[งานศพ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5392</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้ส่งมาจากคุณไนท์ครับ คุณไนท์เล่าว่า.. เป็นเหตุการณ์ที่ผมเจอตอนเรียนอยู่ ม.3 ครับ ผมเป็นคนจังหวัดลพบุรี บ้านที่ผมอยู่เป็นกรมทหารแห่งหนึ่งในจังหวัด เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่ผมกลับมาจากโรงเรียนตามปกติ พอเข้าบ้านมาผมเห็นพ่อกับแม่กำลังรีบเก็บเสื้อผ้ากันใหญ่ ผมเลยถามแม่ว่า ‘แม่จะเก็บเสื้อผ้าไปไหนอะ?’ สีหน้าของแม่ดูเศร้ามาก ตาแดงเหมือนร้องไห้มาหมาดๆ แม่บอกผมว่า ‘ตอนนี้คุณตาไม่ไหวแล้วลูก..’ แล้วบอกให้ผมรีบไปอาบน้ำเพื่อที่จะไปหาคุณตาที่กรุงเทพฯ วันนั้นผมจำได้แม่นเลยว่าเป็นวันศุกร์ พวกเราก็เดินทางไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งรถก็ติดมาก พวกเราเข้าไปหาคุณตา ซึ่งสภาพตาตอนนั้นมีสายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด สายตาของคุณตาที่มองมาเจอผม รู้สึกได้เลยว่าตาดีใจมากที่ผมมา ตอนนั้นเองก็มีพยาบาลเดินมาตรวจ โดยการให้ดมควันอะไรไม่รู้ที่จมูก แต่ว่าตาเกิดสำลัก และมีเลือดออกทางทวารทั้ง 5 ต่อหน้าต่อตาผมเลย น่ากลัวมากๆ พ่อกับแม่เลยรีบไล่ผมออกไปอยู่ข้างนอกก่อน.. สุดท้ายหมอก็มาบอกว่าให้พ่อกับแม่ผมทำใจไว้ได้เลย เพราะคุณตาไม่น่าจะไหวแล้ว ยื้อได้ไม่นาน สุดท้ายตาผมก็เสียในวันอาทิตย์ครับ วันจันทร์ผมก็ใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนพ่อกับแม่เตรียมเรื่องงานศพตากันแต่เช้า โดยชวนผมไปร่วมงานศพด้วย แต่ตอนนั้นเนื่องด้วยผมยังวัยรุ่น และเพิ่งจะได้คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่มา ก็เลยอยากจะเล่นคอมนานๆ ผมเลยโกหกแม่ไปว่า ‘ผมไม่ค่อยสบาย ไปเรียนแล้วขอกลับมาพักอยู่บ้านดีกว่า..’ พ่อกับแม่ผมก็ตามใจ บอกว่าคืนนี้พ่อกับแม่จะกลับดึกหน่อยนะ ซึ่งก็เข้าทางผมเลย ผมก็ไปเรียนหนังสือตามปกติ พอเลิกเรียนกลับมา ผมก็ใจจดใจจ่อกับการที่จะได้เล่นคอม ผมเล่นยาวไปยัน 3 ทุ่ม ข้าวปลาไม่กิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story649/">649 มาตามไปงานศพ</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้ส่งมาจากคุณไนท์ครับ คุณไนท์เล่าว่า.. เป็นเหตุการณ์ที่ผมเจอตอนเรียนอยู่ ม.3 ครับ ผมเป็นคนจังหวัดลพบุรี บ้านที่ผมอยู่เป็นกรมทหารแห่งหนึ่งในจังหวัด เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่ผมกลับมาจากโรงเรียนตามปกติ พอเข้าบ้านมาผมเห็นพ่อกับแม่กำลังรีบเก็บเสื้อผ้ากันใหญ่ ผมเลยถามแม่ว่า <em>‘แม่จะเก็บเสื้อผ้าไปไหนอะ?’</em> สีหน้าของแม่ดูเศร้ามาก ตาแดงเหมือนร้องไห้มาหมาดๆ แม่บอกผมว่า <em>‘ตอนนี้คุณตาไม่ไหวแล้วลูก..’</em> แล้วบอกให้ผมรีบไปอาบน้ำเพื่อที่จะไปหาคุณตาที่กรุงเทพฯ วันนั้นผมจำได้แม่นเลยว่าเป็นวันศุกร์ พวกเราก็เดินทางไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งรถก็ติดมาก</p>
<p>พวกเราเข้าไปหาคุณตา ซึ่งสภาพตาตอนนั้นมีสายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด สายตาของคุณตาที่มองมาเจอผม รู้สึกได้เลยว่าตาดีใจมากที่ผมมา ตอนนั้นเองก็มีพยาบาลเดินมาตรวจ โดยการให้ดมควันอะไรไม่รู้ที่จมูก แต่ว่าตาเกิดสำลัก และมีเลือดออกทางทวารทั้ง 5 ต่อหน้าต่อตาผมเลย น่ากลัวมากๆ พ่อกับแม่เลยรีบไล่ผมออกไปอยู่ข้างนอกก่อน.. สุดท้ายหมอก็มาบอกว่าให้พ่อกับแม่ผมทำใจไว้ได้เลย เพราะคุณตาไม่น่าจะไหวแล้ว ยื้อได้ไม่นาน สุดท้ายตาผมก็เสียในวันอาทิตย์ครับ</p>
<p>วันจันทร์ผมก็ใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนพ่อกับแม่เตรียมเรื่องงานศพตากันแต่เช้า โดยชวนผมไปร่วมงานศพด้วย แต่ตอนนั้นเนื่องด้วยผมยังวัยรุ่น และเพิ่งจะได้คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่มา ก็เลยอยากจะเล่นคอมนานๆ ผมเลยโกหกแม่ไปว่า <em>‘ผมไม่ค่อยสบาย ไปเรียนแล้วขอกลับมาพักอยู่บ้านดีกว่า..’</em> พ่อกับแม่ผมก็ตามใจ บอกว่าคืนนี้พ่อกับแม่จะกลับดึกหน่อยนะ ซึ่งก็เข้าทางผมเลย</p>
<p>ผมก็ไปเรียนหนังสือตามปกติ พอเลิกเรียนกลับมา ผมก็ใจจดใจจ่อกับการที่จะได้เล่นคอม ผมเล่นยาวไปยัน 3 ทุ่ม ข้าวปลาไม่กิน แล้วระหว่างที่ผมเล่นอยู่นั้น มีแวบหนึ่งที่สายตาผมดันหันไปที่ประตูรั้วหน้าบ้าน เห็นมีคนกำลังยืนกวักมืออยู่ด้านนอกประตูรั้ว (กวักแบบกวักเรียกให้มาแบบนั้น) ผมเลยลุกจากหน้าคอมไปที่หน้าต่าง พยายามเอามือป้องเพื่อมองให้ชัดๆ แต่พอมองอีกทีผมถึงกับร้อง <em>‘เชี่ยยยย!!’</em> เชื่อไหมครับว่าเขาเข้ามายืนอยู่ในรั้วบ้านผมแล้ว! ยืนกวักมือเหมือนเดิม และนั่นไม่ใช่ใครที่ไหน คุณตาผมที่เสียไปนี่เอง!!! ตอนนั้นผมเข้าใจเลยครับว่าอาการขนหัวลุกมันเป็นยังไง</p>
<p>ผมรีบวิ่งออกจากบ้านแบบไม่คิดชีวิตเลยครับ วิ่งไปตรงตึกแถวริมสุดที่เป็นบ้านป้าแอ๊ว (เพื่อนสนิทของพ่อแม่ผม) เห็นป้าแอ๊วเปิดประตูมาพอดี คำแรกที่ป้าแอ๊วถามผมคือ <em>‘ไนท์มานอนบ้านป้าไหมลูก?’</em> ตอนนั้นด้วยความกลัวสุดขีดบวกกับความเกรงใจ เลยถามป้าแอ๊วไปว่า <em>‘ไอซ์นอนยังครับป้า?’</em> (ลูกป้าแอ๊ว) ป้าแอ๊วไม่ตอบคำถามผม ยังพูดคำเดิมว่า <em>‘คืนนี้นอนนี่เถอะลูก..นอนได้นะ’</em> คืนนั้นผมจึงตัดสินใจนอนบ้านป้าแอ๊ว แต่ที่แปลกคือ ป้าแอ๊วแกเอาพระมาคล้องคอให้ผม แล้วพาไปนอนในห้องพระกันหมด..</p>
<p>รุ่งเช้าอีกวัน พ่อแม่ผมกลับมาจากงานศพตา ก็รีบมาที่บ้านป้าแอ๊วทันที ถามว่าผมได้มาที่นี่ไหม? เพราะไม่อยู่ที่บ้าน แถมประตูก็ไม่ปิด จนผมลงมาเจอแม่ผม แม่ก็ถามว่าทำไมผมมาอยู่ที่นี่? ออกมาบ้านก็ไม่ปิด.. ป้าแอ๊วเลยเล่าให้พ่อแม่ และผมฟังว่า เมื่อคืนตอนสัก 3 ทุ่ม ป้าแอ๊วได้ออกมาปิดบ้านเหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่ต่างไปคือ ป้าเห็นคนแก่ ซึ่งมองดีๆ ก็คือตาของผมที่เสียไป ได้เดินผ่านหน้าบ้านแล้วหยุดหันมายิ้มให้ป้า ก่อนที่จะเดินต่อเข้าไปทางบ้านของผม ท่าเดินแกแปลกๆ ซึ่งพอมองดีๆ คือแกไม่มีเท้า!! เหมือนกึ่งเดินกึ่งลอย.. แล้วหลังจากนั้นไม่เกิน 5 นาที ผมก็วิ่งหน้าตื่นออกมาจากบ้านมานี่ล่ะ.. ป้าแอ๊วยังเล่าอีกว่า เมื่อคืนที่พาผมเข้าบ้านมาแล้ว คุณตาแกยังมายืนอยู่หน้าบ้านป้าแอ๊วอยู่เลย ป้าบอกตาแกยิ้มให้ป้าแล้วพูดว่า <em><strong>‘พรุ่งนี้บอกให้มันไปงานศพตาด้วยนะ..’</strong></em> แล้วตาก็หายไปต่อหน้าต่อตา</p>
<p><b>Story by</b> คุณไนท์</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story649/">649 มาตามไปงานศพ</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story649/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>645 แฟนเก่า</title>
		<link>https://thehouse.online/story645/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story645/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 07 Jul 2019 14:18:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[ความฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<category><![CDATA[แฟน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5358</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้มาจากคุณยู (นามสมมติ) ครับ คุณยูเล่าว่า.. เมื่อหลายปีก่อน เราคบกับแฟนคนหนึ่งมาได้ 7 เดือนค่ะ เรากับแฟนคนนี้รักกันมาก ไปไหนไปด้วยกันตลอดจนแทบจะตัวติดกัน จนวันหนึ่ง เรากับแฟนก็ทะเลาะกัน (ขอไม่บอกนะว่าเรื่องอะไร) ทะเลาะกันจนถึงขั้นเลิกกันเลยค่ะ พอเลิกกันก็ต่างฝ่ายก็ต่างอยู่ ไม่นานเค้าก็ไปมีแฟนใหม่ เราก็อยู่ของเรา ไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีกเลย (แต่ตอนเลิกก็จบกันด้วยดีนะ แค่ไม่ติดต่อกันอีก) เวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน คืนหนึ่งขณะที่เรากำลังจะหลับ แบบกึ่งหลับกึ่งตื่น เราฝันว่าแฟนเก่ามาหา มายืนเรียกอยู่หน้าบ้าน เราก็ลงไปเปิดประตูให้ เค้าบอกว่า ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม? เราไม่มีที่ไป..’ เราก็ตอบไปว่า ‘ได้สิ เข้ามาเลย..’ เค้าก็บอกอีกว่า ‘เราเข้าได้เหรอ มีคนไม่ให้เราเข้าไป..’ ในฝันเราก็ยังไม่คิดอะไรนะ ก็ตอบไปว่า ‘เข้าได้ดิ นี่บ้านเรานะ เราให้เข้า’ จากนั้นก็พาเค้าเข้าบ้าน แล้วก็ปูที่นอนให้ข้างๆ เตียงเรา แล้วสักพักเราก็ตื่น ตื่นขึ้นมามองเห็นหมอนกับผ้าปูถูกปูไว้อยู่ข้างเตียงเราเหมือนในฝัน เราก็งงๆ แต่คิดว่าเราคงจะละเมอไปเอามาปูไว้ แล้วหลังจากคืนนั้นเราก็รู้สึกเหมือนว่าไม่ได้อยู่คนเดียวอีกเลย ซึ่งปกติเราอยู่บ้านคนเดียวนะ ส่วนแฟนเก่าเค้าก็มาในฝันทุกคืนเลย บางคืนมาบอกว่าหิว บางคืนก็มาบอกว่าหนาว จนเราก็เริ่มแปลกใจละ.. [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story645/">645 แฟนเก่า</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้มาจากคุณยู (นามสมมติ) ครับ คุณยูเล่าว่า.. เมื่อหลายปีก่อน เราคบกับแฟนคนหนึ่งมาได้ 7 เดือนค่ะ เรากับแฟนคนนี้รักกันมาก ไปไหนไปด้วยกันตลอดจนแทบจะตัวติดกัน จนวันหนึ่ง เรากับแฟนก็ทะเลาะกัน (ขอไม่บอกนะว่าเรื่องอะไร) ทะเลาะกันจนถึงขั้นเลิกกันเลยค่ะ พอเลิกกันก็ต่างฝ่ายก็ต่างอยู่ ไม่นานเค้าก็ไปมีแฟนใหม่ เราก็อยู่ของเรา ไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีกเลย (แต่ตอนเลิกก็จบกันด้วยดีนะ แค่ไม่ติดต่อกันอีก)</p>
<p>เวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน คืนหนึ่งขณะที่เรากำลังจะหลับ แบบกึ่งหลับกึ่งตื่น เราฝันว่าแฟนเก่ามาหา มายืนเรียกอยู่หน้าบ้าน เราก็ลงไปเปิดประตูให้ เค้าบอกว่า <em>‘ขออยู่ด้วยได้ไหม? เราไม่มีที่ไป..’</em> เราก็ตอบไปว่า <em>‘ได้สิ เข้ามาเลย..’</em> เค้าก็บอกอีกว่า <em>‘เราเข้าได้เหรอ มีคนไม่ให้เราเข้าไป..’</em> ในฝันเราก็ยังไม่คิดอะไรนะ ก็ตอบไปว่า <em>‘เข้าได้ดิ นี่บ้านเรานะ เราให้เข้า’</em> จากนั้นก็พาเค้าเข้าบ้าน แล้วก็ปูที่นอนให้ข้างๆ เตียงเรา แล้วสักพักเราก็ตื่น ตื่นขึ้นมามองเห็นหมอนกับผ้าปูถูกปูไว้อยู่ข้างเตียงเราเหมือนในฝัน เราก็งงๆ แต่คิดว่าเราคงจะละเมอไปเอามาปูไว้</p>
<p>แล้วหลังจากคืนนั้นเราก็รู้สึกเหมือนว่าไม่ได้อยู่คนเดียวอีกเลย ซึ่งปกติเราอยู่บ้านคนเดียวนะ ส่วนแฟนเก่าเค้าก็มาในฝันทุกคืนเลย บางคืนมาบอกว่าหิว บางคืนก็มาบอกว่าหนาว จนเราก็เริ่มแปลกใจละ.. เลยตัดสินใจลองทักเฟสแฟนเก่าไป ก็ขึ้นว่าเค้าอ่านนะ แต่ไม่ตอบ เราก็คิดว่าแฟนใหม่เค้าคงเล่นเลยไม่ตอบนั่นแหละ เราก็เลยเออ ไปส่องหน้าวอลแฟนเก่าดูหน่อย สิ่งที่เห็นคือข้อความไว้อาลัยเต็มไปหมดเลย! ตอนแรกเราก็ไม่เชื่อนะ โดนแกล้งหรือเล่นอะไรหรือเปล่า เราก็เลยโทรไปหาแฟนใหม่ของแฟนเก่าเรา สรุปว่าเค้าตายแล้วจริงๆ ค่ะ รถชนตายมาได้ 7 วันแล้ว.. แล้วที่มาเข้าฝันเราทุกคืนคืออะไร? แล้วเรื่องที่อ่านแต่ไม่ตอบเราในเฟสอีกล่ะ?</p>
<p>พอเราถามแฟนใหม่เค้าว่า ได้เล่นเฟสเค้าหรือเปล่า? แฟนใหม่บอกไม่ได้เล่นเพราะไม่รู้พาสเวิร์ด แล้วโทรศัพท์เค้าก็แตกไปตั้งแต่รถชนแล้ว.. เอ้าเชี่ยยย! แล้วใครอ่าน? คือหลอนมากๆ ค่ะตอนนั้น ทั้งอึ้ง ทั้งหลอน หลังจากนั้นเราเลยไปหาหลวงพ่อที่วัดสักหน่อย ก็เล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อบอกว่า เค้าไม่รู้ตัวว่าตาย เค้าไม่มีที่ไป เค้ายังวนเวียนอยู่ ให้ทำบุญให้เค้าเยอะๆ ตั้งแต่นั้นมา เค้าก็ไม่มาเข้าฝันเราอีกเลย แต่เรากลับรู้สึกว่าเค้ายังอยู่ ยังไม่ไปไหน มาคิดๆ ดูแล้วตลอดเวลาที่เลิกกัน ถึงจะต่างคนต่างอยู่ เค้ามีคนใหม่ แต่ตัวเราเองก็ยังคิดถึงเค้าอยู่ตลอด.. เราเองก็ทำบุญตักบาตรให้เค้าเกือบทุกวัน จนผ่านไปเป็นเดือน เค้ามาเข้าฝันเราอีกครั้งค่ะ ในฝันเค้ามานั่งข้างๆ เราบนเตียง แล้วบอกกับเราว่า <em><strong>‘ขอโทษนะ ที่เคยทำให้ต้องร้องไห้บ่อยๆ ดูแลตัวเองด้วยนะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง..’</strong></em> เราก็ตื่นมาร้องไห้โฮเลยค่ะ และนั่นก็เป็นฝันครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอเค้า</p>
<p><b>Story by</b> คุณยู (นามสมมติ) สมาชิกพันทิป 2333487</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story645/">645 แฟนเก่า</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story645/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>631 ลาก่อนเพื่อนรัก</title>
		<link>https://thehouse.online/story631/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story631/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 May 2019 14:54:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5258</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้จากคุณ ศักริน ‘ลี่ สมาชิกกลุ่ม TheHOUSE ครับ เรื่องมีอยู่ว่า.. วันนี้อยากจะมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองบ้าง อาจจะไม่น่ากลัวนะคะ แต่เป็นเรื่องที่เราไม่เคยลืมเลย เข้าเรื่องเลยนะคะ สมัยเรียนเรามีเพื่อนผู้หญิงคนนึงที่สนิทมากๆ ชื่อ เอ (นามสมมติ) เรากับเอไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จนพอโตก็แยกย้าย เอก็ไปมีครอบครัว แต่เรากับเอก็ยังติดต่อกันเรื่อยๆ ตลอด จนมีวันนึงช่วงเที่ยง เราโทรหาเอคุยเล่นกันปกติ แล้วเอก็เล่าให้เราฟังว่า เอฝันว่าตัวเองรถคว่ำ และมีคนตายยืนดูอยู่ ซึ่งคนคนนั้นเอก็รู้จัก เพราะเค้าเพิ่งโดนรถชนตายไม่นาน ซึ่งเอก็ได้ไปดูศพด้วย.. เราคุยกับเอไปสักพัก เอบอกมีธุระก็เลยตัดสายเรา เราก็ไม่ได้โทรไปต่อ จนช่วงบ่าย 3 โมง เรานอนกลางวันอยู่ เอโทรมาหาเราบอกกำลังจะไปเที่ยวเขื่อน แล้วก็บอกคิดถึงเรา อยากเจอ ไม่ได้เจอกันนานแล้ว อยากไปเที่ยวด้วย กลัวจะไม่ได้เที่ยวด้วยกันอีก.. มาเป็นชุดเลย เราเลยบอกไปว่า ‘เป็นไรวะ มึงจะกลัวอะไร? เราต้องคบกันไปอีกนาน..’ เอเลยบอก ‘เออเนาะ..’ แล้วเอก็บอกว่าจะออกไปเขื่อนละ ตอนนี้อยู่ปั๊มน้ำมัน แล้วเราก็ตัดสายนอนต่อ.. เราวางสายจากเอไปประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เพื่อนเราอีกคนก็โทรมาถามว่าเราอยู่ไหน? [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story631/">631 ลาก่อนเพื่อนรัก</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้จากคุณ ศักริน ‘ลี่ สมาชิกกลุ่ม <a href="http://www.facebook.com/groups/152869821935827"><b>TheHOUSE</b></a> ครับ เรื่องมีอยู่ว่า.. วันนี้อยากจะมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองบ้าง อาจจะไม่น่ากลัวนะคะ แต่เป็นเรื่องที่เราไม่เคยลืมเลย เข้าเรื่องเลยนะคะ สมัยเรียนเรามีเพื่อนผู้หญิงคนนึงที่สนิทมากๆ ชื่อ เอ (นามสมมติ) เรากับเอไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จนพอโตก็แยกย้าย เอก็ไปมีครอบครัว แต่เรากับเอก็ยังติดต่อกันเรื่อยๆ ตลอด</p>
<p>จนมีวันนึงช่วงเที่ยง เราโทรหาเอคุยเล่นกันปกติ แล้วเอก็เล่าให้เราฟังว่า เอฝันว่าตัวเองรถคว่ำ และมีคนตายยืนดูอยู่ ซึ่งคนคนนั้นเอก็รู้จัก เพราะเค้าเพิ่งโดนรถชนตายไม่นาน ซึ่งเอก็ได้ไปดูศพด้วย.. เราคุยกับเอไปสักพัก เอบอกมีธุระก็เลยตัดสายเรา เราก็ไม่ได้โทรไปต่อ จนช่วงบ่าย 3 โมง เรานอนกลางวันอยู่ เอโทรมาหาเราบอกกำลังจะไปเที่ยวเขื่อน แล้วก็บอกคิดถึงเรา อยากเจอ ไม่ได้เจอกันนานแล้ว อยากไปเที่ยวด้วย กลัวจะไม่ได้เที่ยวด้วยกันอีก.. มาเป็นชุดเลย เราเลยบอกไปว่า ‘เป็นไรวะ มึงจะกลัวอะไร? เราต้องคบกันไปอีกนาน..’ เอเลยบอก ‘เออเนาะ..’ แล้วเอก็บอกว่าจะออกไปเขื่อนละ ตอนนี้อยู่ปั๊มน้ำมัน แล้วเราก็ตัดสายนอนต่อ..</p>
<p>เราวางสายจากเอไปประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เพื่อนเราอีกคนก็โทรมาถามว่าเราอยู่ไหน? เราก็บอกอยู่ห้องที่กรุงเทพฯ มีอะไร? มันบอก ‘มึง.. เอตายแล้ว รถชนเมื่อกี้’ เราอึ้งพักนึงแล้วบอก ‘อย่ามาตลก เพิ่งคุยกันเมื่อกี้’ เพื่อนบอกให้เราตั้งใจฟังดีๆ ‘มึง มันคือเรื่องจริงว่ะ..’ เราเลยรีบโทรหาแม่ที่อยู่ที่นั่น ให้แม่ไปดูที่จุดเกิดเหตุให้ สรุป เอตายแล้วจริงๆ ค่ะ รถชน คอหักตายคาที่ และที่สำคัญ เอกำลังท้องอยู่ด้วย รู้ทีหลังว่าเอแพ้ท้องอยากกินหอยขม เลยจะไปเขื่อนเพื่อให้แฟนงมหอยให้<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>แต่เรื่องของเอยังไม่จบเท่านี้ค่ะ วันนึงเราอยู่ห้องคนเดียว กำลังนั่งซักผ้าอยู่ ในใจก็นึกถึงเอขึ้นมา เราเลยพูดลอยๆ ว่า ‘เอ กูคิดถึงมึง กูเหนื่อย ถ้าตอนนี้มีมึงอยู่ มึงคงให้คำปรึกษากูได้ เราคงคุยกันได้..’ พอเราพูดจบ เราได้ยินเสียงเหมือนคนเดินในห้องทันทีเลยค่ะ เราเลยถามว่า ‘..มึงมาเหรอ?’ แล้วเสียงก็เงียบไป.. พอตกดึก เรานอนคนเดียว เพราะเพื่อนที่อยู่ด้วยเข้างานดึก เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน มันเป็นความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น เราเห็นเอค่ะ เอมายืนข้างๆ มาในสภาพที่เป็นคนปกติมาก ตอนนั้นฝันหรือจริงก็ไม่รู้แยกไม่ออก เราบอกมันว่า ‘มานอนตรงนี้สิ คิดถึง’ เอมันก็เดินมานอนข้างๆ เรา พอเอมานอน เราก็นอนตะแคงจ้องหน้ากัน แล้วเราสองคนก็ร้องไห้ออกมา เรากอดเอแน่นมากๆ ต่อจากตรงนี้ไปขอเล่าเป็นบทสนทนาที่เราคุยกันนะคะ</p>
<p><em><strong>เรา:</strong> ทำไมมึงต้องตายวะ? มึงหนีกูทำไม รอกูไม่ได้เหรอ กูจะกลับไปเที่ยวหามึงอยู่แล้ว<br />
</em><em><strong>เอ:</strong> กูไม่ได้อยากตายมึง เค้ามาเอากูไปแล้ว..<br />
</em><em><strong>เรา:</strong> กูไปกับมึงด้วยได้ไหม? กูเหนื่อย<br />
</em><em><strong>เอ:</strong> มึงไปไม่ได้ มันไม่ได้สบายอย่างที่มึงคิดหรอกนะ</em></p>
<p>แล้วเราก็คุยกันไปถึงสมัยเรียน เรานอนขำกันทั้งที่ร้องไห้ เราพยายามคุยกันแต่เรื่องสนุก ทั้งที่น้ำตาก็ไหลไม่หยุด เสียงเราหัวเราะปนสะอื้นกันทั้งคู่ จนเอบอกเราว่า ‘กูไปแล้วนะ..’ เราเลยถามเอว่า ‘ไปไหน ไม่ไปไม่ได้เหรอ?’ เอบอกว่า ‘เค้ามาตามแล้ว ต้องไปแล้ว..’ เราร้องไห้แบบฟูมฟายสะอึกสะอื้น จนเราสะดุ้งรู้สึกตัว เราหันไปมองหมอนอีกใบที่เมื่อกี้เอนอน แล้วเราก็ร้องไห้ปล่อยโฮอีกครั้งนึง เพราะหมอนมันมีรอยคนนอน พร้อมกับเปียกน้ำตาจริงๆ ทั้งที่เราจัดเราจัดวางไว้อย่างดีก่อนนอน</p>
<p>จากนั้นเราได้มีโอกาสไปทำบุญ แล้วเวลาไปที่ไหนก็มักจะมีคนทักเราตลอดว่า ‘มีเพื่อนดีนะ ตามดูแลตลอดเลย..’ เราได้แต่อมยิ้ม แต่ไม่พูดอะไรตอบ ‘สุดท้ายนี้กูอยากบอกมึงนะว่า 5 ปีแล้ว ที่มึงทิ้งกูไป กูคิดถึงมึงตลอดเลยนะ กูไม่เคยลืมมึงเลย ..เพื่อนรัก</p>
<p><b>Story by</b> ศักริน ‘ลี่</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story631/">631 ลาก่อนเพื่อนรัก</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story631/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>629 นอกจากชื่อฉัน</title>
		<link>https://thehouse.online/story629/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story629/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 May 2019 14:56:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<category><![CDATA[แฟน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5242</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหาญ ใจสิงห์ ครับ เป็นเรื่องของน้องที่รู้จักกัน ชื่อ รินญา ครับ ผมได้เจอและคุยกันตามปกติ ผมถามน้องว่า ‘เป็นยังไงบ้างช่วงนี้?’ น้องบอกเพิ่งไปรับเพื่อนมาพี่ มันบวช สึกมาเมื่อวานนี้ มันบวชให้แฟนมันที่เสียไป ผมก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่รินญาพูดต่อว่า ‘แฟนมันตายเพราะนิสัยผู้ชายนี่ล่ะ..’ คำว่านิสัยผู้ชายเลยทำให้ผมหันไปมองหน้าประมาณถามว่ามันยังไง? รินญาเลยเล่าเรื่องของเพื่อนผู้ชายกับแฟนของเขาที่เสียให้ผมฟังว่า.. เมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อนหนูคนที่บวชเพิ่งสึกชื่อว่า วี ส่วนแฟนสาวมันชื่อว่า เพิ้ง สองคนนี้คบกันตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 จบมาก็ทำงานออฟฟิศอยู่บริษัทเดียวกัน แต่คนละแผนก วีเป็นคนหน้าตาดี สูง ส่วนเพิ้งเป็นคนผิวขาว หน้าตาน่ารัก แต่หุ่นค่อนข้างเจ้าเนื้อ เรียกง่ายๆ ว่าอวบทีเดียว สองคนนี้ตัวติดกันไปไหนมาด้วยกันเสมอ แต่วีมันมีข้อเสียอย่างคือเจ้าชู้เงียบ ชอบหยอกสาวคนนั้นคนนี้ ครั้งหนึ่งหนูเคยไปกินข้าวกับสองคนนี้ เดินๆ กันอยู่ มีสาวคนหนึ่งเดินผ่านมา คือสวยมาก เหมือนพริตตี้มอเตอร์โชว์ วีมันก็มองตาเยิ้มทั้งๆ ที่จับมือเพิ้งเดินอยู่ด้วยกัน แล้วมันก็พูดขึ้นมาว่า ‘ดูคนนั้นสิ สวยหุ่นดีมากเลย น่ารัก!’ หนูมองหน้าเพิ้งที่อยู่ข้างๆ เห็นเพิ้งก้มหน้าลง หนูเลยเอื้อมมือไปหยิกแขนวีบอกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story629/">629 นอกจากชื่อฉัน</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหาญ ใจสิงห์ ครับ เป็นเรื่องของน้องที่รู้จักกัน ชื่อ รินญา ครับ ผมได้เจอและคุยกันตามปกติ ผมถามน้องว่า ‘เป็นยังไงบ้างช่วงนี้?’ น้องบอกเพิ่งไปรับเพื่อนมาพี่ มันบวช สึกมาเมื่อวานนี้ มันบวชให้แฟนมันที่เสียไป ผมก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่รินญาพูดต่อว่า ‘แฟนมันตายเพราะนิสัยผู้ชายนี่ล่ะ..’ คำว่านิสัยผู้ชายเลยทำให้ผมหันไปมองหน้าประมาณถามว่ามันยังไง? รินญาเลยเล่าเรื่องของเพื่อนผู้ชายกับแฟนของเขาที่เสียให้ผมฟังว่า..</p>
<p>เมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อนหนูคนที่บวชเพิ่งสึกชื่อว่า วี ส่วนแฟนสาวมันชื่อว่า เพิ้ง สองคนนี้คบกันตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 จบมาก็ทำงานออฟฟิศอยู่บริษัทเดียวกัน แต่คนละแผนก วีเป็นคนหน้าตาดี สูง ส่วนเพิ้งเป็นคนผิวขาว หน้าตาน่ารัก แต่หุ่นค่อนข้างเจ้าเนื้อ เรียกง่ายๆ ว่าอวบทีเดียว สองคนนี้ตัวติดกันไปไหนมาด้วยกันเสมอ แต่วีมันมีข้อเสียอย่างคือเจ้าชู้เงียบ ชอบหยอกสาวคนนั้นคนนี้ ครั้งหนึ่งหนูเคยไปกินข้าวกับสองคนนี้ เดินๆ กันอยู่ มีสาวคนหนึ่งเดินผ่านมา คือสวยมาก เหมือนพริตตี้มอเตอร์โชว์ วีมันก็มองตาเยิ้มทั้งๆ ที่จับมือเพิ้งเดินอยู่ด้วยกัน แล้วมันก็พูดขึ้นมาว่า ‘ดูคนนั้นสิ สวยหุ่นดีมากเลย น่ารัก!’ หนูมองหน้าเพิ้งที่อยู่ข้างๆ เห็นเพิ้งก้มหน้าลง หนูเลยเอื้อมมือไปหยิกแขนวีบอกว่า ‘พูดอะไรหัดเกรงใจแฟนหน่อยสิ!’ วีบอกเพิ้งไม่คิดมากหรอก แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะสิ.. เวลาผ่านไป วีก็ยังเป็นเหมือนเดิม ชมคนนั้นคนนี้ต่อหน้าเพิ้ง</p>
<p>จนมีวันหนึ่งเพิ้งมาหาหนู หนูก็ถามว่ามีอะไร? เพิ้งถามหนูว่าเธอไม่สวยเหรอ? ทำไมวีถึงได้ชมคนนั้นคนนี้ต่อหน้าเธอ บางทีหันมองตามเลยก็มี หากเธอผอมหุ่นดีเหมือนสาวๆ พวกนั้น วีจะหยุดการกระทำแบบนั้น แล้วชมเธอบ้างไหม? หนูฟังแล้วก็สงสารเพิ้ง ได้แต่บอกว่าอย่าคิดมากเลย.. ใครเลยจะรู้ว่าเพิ้งกดดัน และเศร้าที่วีทำแบบนั้น.. จนวันหนึ่ง เพิ้งสั่งยาลดความอ้วนมากิน ทั้งยังอดอาหารเพื่อที่จะให้ผอมหุ่นดี ซึ่งมันได้ผล! เพิ้งผอมลง แต่กลับแลกมาด้วยอาการทางสมอง เพราะยามันกดประสาท และอดอาหารทำให้ไม่มีอะไรไปเลี้ยงสมอง และร่างกายเพียงพอ..</p>
<p>หนูไปเห็นสภาพเพิ้งแล้ว จากคนที่อวบมีน้ำมีนวล กลายเป็นค่อยๆ ผอมเหลือเพียงเนื้อหุ้มกระดูก วันหนึ่งหนูกับวีไปหาเพิ้ง ภาพที่เจอคือ เพิ้งนั่งอยู่กับหมา เหมือนจะไปกินข้าวในกาละมังหมา เอามือคุ้ยข้าวจะกินเข้าปาก วีวิ่งไปดึงมือไว้ เพิ้งก็ร้องไห้บอกหิวข้าว จะกินจะกิน หนูนี่น้ำตาไหลเลย หนูกับวีพากันพูดกับเพิ้งว่า เดี๋ยวพาไปกินของอร่อยที่ชอบนะ แต่เพราะสมองมันถูกยากดจนหลอน เพิ้งเหมือนจะจำอะไรไม่ได้ วีเลยกอดแล้วเอามือจับหน้าเธอมามองแล้วพูดว่า ‘เพิ้ง นี่วีเอง วีไง..จำได้ไหม?’ เพิ้งหยุดมองหน้าวีแล้วร้องไห้ พูดว่า ‘วีจริงๆ ด้วย’ วีพยายามที่จะให้เพิ้งหยุดยา ก่อนที่จะหลอน และเสียสติไปกว่านี้ ทุกครั้งที่เพิ้งลืม หรือจำอะไรไม่ได้ หากวีจับหน้าเพิ้งมามองสบตาแล้วเรียกชื่อ เพิ้งจะจำได้เสมอ.. หนูคิดว่านอกจากชื่อวีแล้ว เหมือนเพิ้งจะจำอะไรไม่ค่อยได้เลย</p>
<p>อยู่มาวันหนึ่งมีงานกลุ่มเพื่อนอาสาไปแจกของเด็กบนดอย ซึ่งวี และหนูกับแฟนต้องไป พวกเราว่าจะชวนเพิ้งไปด้วย แต่คิดว่าเพิ้งคงไม่ไหว ไปอาทิตย์เดียวแล้วจะรีบกลับมา.. วันเดินทางวีไปหาเพิ้งที่บ้าน แล้วพอดีคนที่บ้านเพิ้งไปงานแต่งญาติต่างอำเภอพอดี ใจนึงก็ห่วง แต่มันเลื่อนกำหนดการไม่ได้ เพิ้งบอกไปเถอะ อยู่ได้</p>
<p>พอไปถึงที่หมายบนดอย วีนอนหลับฝันว่าเพิ้งมาหา ในฝันคือเพิ้งหุ่นดี ใส่ชุดเดรสสวยหวานมาก วีชมว่าสวยจังเลย เพิ้งถามว่า ‘สวยเหมือนสาวๆ ที่วีชมแล้วใช่ไหม? ต่อไปถ้าเราสวยแบบนี้จะไม่ชมใครต่อหน้าแล้วใช่ไหม?’ วีบอกไม่แล้ว แล้วจะดึงเพิ้งมากอด แต่พอตัวจะถึงกัน กลายเป็นว่าร่างของเพิ้งหายไป ได้กอดแค่ความว่างเปล่า.. ตื่นมาตอนเช้า วีก็มาเล่าความฝันให้หนูฟัง หนูรู้สึกใจคอไม่ดีเลย แต่ก็บอกวีว่าคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง.. แล้วมันมีเพื่อนในกลุ่มที่มาด้วยกันบอกว่า แฟนวีตามมาด้วยเหรอ? เห็นเดินอยู่ตรงนั้นไกลๆ เดี๋ยวนี้หุ่นดีสวยเชียวนะ หนูกับวีได้แต่มองหน้ากัน จะโทรไปหาเพิ้งก็ไม่มีสัญญาณเลย ทำได้เพียงเป็นห่วงในใจเท่านั้น</p>
<p>วีฝันอีกว่าเพิ้งมาหา ในฝันทั้งสองคนพากันไปร้านที่เคยไปกินกันบ่อยๆ สวนสาธารณะที่ไปนั่งจีบกันแต่ก่อน ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ต่างตรงเพิ้งนั้นเป็นคนสวยหุ่นดี เพิ้งถามว่า นอกจากชื่อเธอแล้ว วีจำอะไรเกี่ยวกับเธอได้อีกไหม? วีบอกจำได้ว่าเพิ้งชอบสีอะไร ชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร กลัวหนอนกับตุ๊กแก ชอบชาเขียว.. เพิ้งยิ้มให้แล้วบอกว่า ดีใจนะที่วีจำได้ นึกว่าจำได้แค่ว่าเธอชื่ออะไรเท่านั้น แล้วเพิ้งก็บอกว่าเธอคงต้องไปแล้ว แล้วเพิ้งก็ลุกเดินหายไป วีร้องเรียกจนสะดุ้งตื่น ทุกคนต้องมาดูวีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่วีบอกแค่ฝันร้าย และมาเล่าความฝันนี้ให้หนูฟังคนเดียว ด้วยความเป็นห่วง วีจึงบอกเพื่อนๆ ว่าขอกลับไปหาแฟนก่อน หนูกับแฟนจึงอาสาขับรถพากลับลงมากรุงเทพฯ เลย</p>
<p>ไปถึงบ้านเพิ้งเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ประตูรั้วบ้านมันคล้องกุญแจไว้ คงไม่มีคนอยู่ หนูกับแฟนบอกว่าเค้าคงไปเที่ยวกันมั้ง ขณะที่คุยกัน มีลุงยามขี่จักรยานผ่านมา หนูเลยถามว่า บ้านนี้เขาไปไหนกันรู้ไหมคะลุง? ลุงยามแกบอกว่า ‘อ๋อ บ้านนี้ลูกสาวเขาเสียได้ 3 วันแล้วน่ะ ตอนนี้น่าจะอยู่งานศพที่วัดกัน ฟังถึงตรงนี้ วีถึงกับขาอ่อนกองลงตรงนั้นเลย หนูถามต่อว่าเค้าเป็นอะไรตายคะลุง? ลุงแกบอก ‘เหมือนได้ยินว่าลูกสาวเขาเดินออกมาจากรั้วบ้าน มองเห็นถุงพลาสติกที่ลอยตามถนนเป็นแมว เลยเดินตามจะไปอุ้มกลับ พอเดินออกไปถนนใหญ่รถเลยชนเสียชีวิตคาที่เลย..’ ถามว่างานจัดวัดไหน ก็มีป้าบ้านตรงข้ามกันออกมาทิ้งขยะพอดี แกเลยบอกให้ว่าวัดไหน</p>
<p>พวกเราทั้ง 3 คนพากันขับรถไปที่วัด พอไปถึงศาลาวีก็ร้องไห้โฮออกมา บอกเป็นเพราะเขาทำให้เพิ้งคิดมาก เธออยากสวยเหมือนคนอื่นๆ ที่เขามองหรือชมต่อหน้า เธอยอมอดอาหารที่เป็นความสุขของเธอ เพื่ออยากจะดูดีในสายตา หากย้อนวันเวลากลับไปได้ นิสัยหรือคำพูดเหล่านั้น เขาจะไม่ทำอีกเลย.. วีเดินไปไหว้ศพแล้วไปเคาะโลงบอกเพิ้งว่า ‘ผมจะบวชให้คุณนะครับนางฟ้า ..นางฟ้าของผม’ จากนั้น พอเคลียร์งานเสร็จ วีก็บวชให้เพิ้งจนเพิ่งจะสึกออกมาเมื่อวันก่อนนี่ล่ะ.. วีบอกแรกๆ เพิ้งก็มารอหน้าวัดทุกๆ เช้าตอนจะไปบิณฑบาต แต่พออุทิศบุญให้ก็ไม่เห็นอีกแล้ว คงไปสู่ที่ของเธอแล้วนั่นเอง เรื่องก็มีเท่านี้ครับ..</p>
<p><em>ปล. หากคุณรักคนที่รักคุณด้วยใจ ไม่ใช่เพราะหน้าที่ คุณจะได้รับความรักที่มีด้วยใจเช่นกัน.. หน้าที่ที่ทำเหมือนรัก สักวันก็คงเบื่อหน่ายกัน แต่หากใช้หัวใจรัก คุณจะมองเห็นเขาสำคัญอยู่ตลอดเวลา..</em></p>
<p><b>Story by</b> คุณหาญ ใจสิงห์<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story629/">629 นอกจากชื่อฉัน</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story629/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>614 ไม่เชื่ออย่าลบหลู่</title>
		<link>https://thehouse.online/story614/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story614/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Mar 2019 14:10:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[งานศพ]]></category>
		<category><![CDATA[ท้าทาย]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=5070</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณครีมครับ คุณครีมเล่าว่า.. ‘ไม่เชื่อ..อย่าลบหลู่’ คำนี้เป็นคำที่ครีมเชื่อเสมอมา แต่สำหรับบางคน อาจจะไม่เชื่อ ไม่เชื่อไม่พอ ยังลบหลู่อีกต่างหาก ครีมขอเล่าเรื่องที่เกิดกับน้องที่สนิทคนหนึ่ง ชื่อศักดิ์ (นามสมมุติ) ศักดิ์จะออกแนวตุ้งติ้งหน่อยๆ ครีมสนิทด้วย เพราะศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทกับแฟนครีม ศักดิ์เป็นคนเก่งเรื่องวัฒนธรรมมาก แต่น่าแปลกที่ศักดิ์กลับไม่เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับเลยสักอย่าง เช่น ตอนที่ศักดิ์ลาออกจากงานที่มหาวิทยาลัยในเชียงราย เพื่อไปทำงานที่นครสวรรค์ น้องๆ นักศึกษาก็แกล้งเอารูปศักดิ์มาตั้งที่โต๊ะ พร้อมวางพวงมาลัย อาหาร และน้ำไว้ตั้งแต่ศักดิ์ลาออกไป แต่ศักดิ์กลับเห็นดีเห็นชอบด้วย แถมหัวเราะแล้วยังบอกว่า ‘ถ้าฉันตาย ฉันจะสิงอยู่ที่ตึกนั้นแหละ!’ แม้แต่การท้าทาย หรือสารพัดด่า ตรงสามแพร่งบ้าง ตรงจุดต่างๆ ที่ไม่สมควรบ้าง ศักดิ์ก็ทำหมด และแล้วเรื่องก็เกิดขึ้นค่ะ พอศักดิ์ย้ายไปทำงานที่นครสวรรค์ ศักดิ์ย้ายเข้าหอตอนกลางคืน ศักดิ์ไม่เคยไหว้ศาลที่หน้าหอเลย เวลาขี่มอเตอร์ไซค์ก็ยังไม่วายตะโกนด่านั่นนี่ไปทั่ว ตรงไหนห้าม ศักดิ์ด่ากราดหมด.. จนวันหนึ่ง ศักดิ์ขาดการติดต่อไป ทางเพื่อนสนิทก็พยายามหาตัว จนกลางดึกคืนหนึ่ง น้องสาวของศักดิ์โทรมาบอกว่า ศักดิ์อยู่โรงพยาบาล เป็นไข้เลือดออก ซึ่งตอนแรกศักดิ์เป็นแค่ระยะแรก แต่แล้วจู่ๆ ศักดิ์ก็เป็นหนักขึ้น จากคนอ้วนกลายเป็นคนผอมซูบภายใน 3 วันเท่านั้น น้องสาวศักดิ์บอกว่าตอนนี้โคม่าอยู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story614/">614 ไม่เชื่ออย่าลบหลู่</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณครีมครับ คุณครีมเล่าว่า..<b> ‘ไม่เชื่อ..อย่าลบหลู่’</b> คำนี้เป็นคำที่ครีมเชื่อเสมอมา แต่สำหรับบางคน อาจจะไม่เชื่อ ไม่เชื่อไม่พอ ยังลบหลู่อีกต่างหาก ครีมขอเล่าเรื่องที่เกิดกับน้องที่สนิทคนหนึ่ง ชื่อศักดิ์ (นามสมมุติ) ศักดิ์จะออกแนวตุ้งติ้งหน่อยๆ ครีมสนิทด้วย เพราะศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทกับแฟนครีม ศักดิ์เป็นคนเก่งเรื่องวัฒนธรรมมาก แต่น่าแปลกที่ศักดิ์กลับไม่เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับเลยสักอย่าง เช่น ตอนที่ศักดิ์ลาออกจากงานที่มหาวิทยาลัยในเชียงราย เพื่อไปทำงานที่นครสวรรค์ น้องๆ นักศึกษาก็แกล้งเอารูปศักดิ์มาตั้งที่โต๊ะ พร้อมวางพวงมาลัย อาหาร และน้ำไว้ตั้งแต่ศักดิ์ลาออกไป แต่ศักดิ์กลับเห็นดีเห็นชอบด้วย แถมหัวเราะแล้วยังบอกว่า ‘ถ้าฉันตาย ฉันจะสิงอยู่ที่ตึกนั้นแหละ!’ แม้แต่การท้าทาย หรือสารพัดด่า ตรงสามแพร่งบ้าง ตรงจุดต่างๆ ที่ไม่สมควรบ้าง ศักดิ์ก็ทำหมด</p>
<p>และแล้วเรื่องก็เกิดขึ้นค่ะ พอศักดิ์ย้ายไปทำงานที่นครสวรรค์ ศักดิ์ย้ายเข้าหอตอนกลางคืน ศักดิ์ไม่เคยไหว้ศาลที่หน้าหอเลย เวลาขี่มอเตอร์ไซค์ก็ยังไม่วายตะโกนด่านั่นนี่ไปทั่ว ตรงไหนห้าม ศักดิ์ด่ากราดหมด.. จนวันหนึ่ง ศักดิ์ขาดการติดต่อไป ทางเพื่อนสนิทก็พยายามหาตัว จนกลางดึกคืนหนึ่ง น้องสาวของศักดิ์โทรมาบอกว่า ศักดิ์อยู่โรงพยาบาล เป็นไข้เลือดออก ซึ่งตอนแรกศักดิ์เป็นแค่ระยะแรก แต่แล้วจู่ๆ ศักดิ์ก็เป็นหนักขึ้น จากคนอ้วนกลายเป็นคนผอมซูบภายใน 3 วันเท่านั้น น้องสาวศักดิ์บอกว่าตอนนี้โคม่าอยู่ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่า.. แฟนครีมได้คุยโทรศัพท์กับศักดิ์ แต่ก็เป็นแค่ฝ่ายพูดฝ่ายเดียวว่า ‘ศักดิ์ต้องสู้นะ อย่าทิ้งครอบครัวไป อย่าทิ้งเพื่อนไป..’ ศักดิ์ได้แต่หายใจรับฟัง แต่ไม่มีแรงจะพูดแล้ว แล้วศักดิ์ก็เสียหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที</p>
<p>วันงานศพ ครีมได้คุยกับทางครอบครัวของศักดิ์ ทางนั้นเล่าว่าได้คุยกับพระที่สนิทสนมกัน พระท่านว่า ศักดิ์ได้ไปพูดไม่ดีตรงทางสามแพร่งแห่งหนึ่งในนครสวรรค์ไว้ เขาเลยจะเอาศักดิ์ไปให้ได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ศักดิ์ยังไม่ถึงฆาตด้วยซ้ำ แต่ว่าคงไปพูดไว้แรง เขาจึงโกรธแค้น พาศักดิ์ไปจนได้ แต่เนี่ย มันก็ยังวนเวียนอยู่รอบๆ พวกเรานี่ล่ะ..</p>
<p>และความเฮี้ยนของศักดิ์ ก็เริ่มตั้งแต่สวดวันแรกเลยค่ะ ศพของศักดิ์ตั้งอยู่ที่วัด ซึ่งน้องๆ ที่สนิทกับศักดิ์ รวมทั้งแฟนครีม ได้นอนเฝ้าศพที่ศาลาวัดกัน แฟนครีมเล่าว่า รู้สึกได้ว่าศักดิ์เดินอยู่รอบๆ มุ้ง เดินไปแล้วก็ร้องไห้ไป ส่วนน้องคนอื่นๆ โดนดึงขาแกล้งด้วย.. วันสวดศพจะมีน้องๆ ที่มหาวิทยาลัยมาไหว้ศพจำนวนมาก ซึ่งบางคนศักดิ์เคยบอกว่าไม่ชอบหน้า แต่เขาก็มาเพื่อจะขออโหสิกรรม แต่ธูปของที่คนที่ศักดิ์ไม่ชอบหน้านั้น จุดไฟเท่าไหร่ก็ไม่ติด พอให้คนอื่นจุดไฟให้จนติด พอเปลี่ยนมือมา ธูปก็จะดับไปเฉยๆ จนไม่ได้ไหว้ศพ</p>
<p>ส่วนครีม ขณะที่ฟังสวดอยู่นั้น ครีมได้กลิ่นดอกไม้หอมๆ อยู่รอบตัวครีมตลอด อาจเพราะครีมเคยขอให้ศักดิ์จัดดอกไม้ให้ในวันเกิด ซึ่งศักดิ์บอกว่า ‘ปีหน้าจะจัดให้นะพี่’ แต่ศักดิ์จัดดอกไม้ให้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว จึงได้มีแต่กลิ่นดอกไม้มาให้แทน (เราเข้าใจแบบนั้น) แล้วสิ่งหนึ่งที่ศักดิ์เคยพูดไว้ก็เป็นจริง คือศักดิ์ได้สิงอยู่ที่ตึกที่ทำงานของมหาวิทยาลัยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน ยาม หรือแม้แต่นักศึกษาที่ทำงานตอนกลางคืน จะเห็นศักดิ์เดินไปเดินมาเสมอ..</p>
<p>ตอนแรกพวกเราเข้าใจว่า ตอนนี้ศักดิ์คงไปอยู่ภพภูมิที่ดีแล้ว เพราะพระท่านเคยบอกว่า ให้เราทำบุญไปให้ศักดิ์เยอะๆ ซึ่งทั้งครอบครัวศักดิ์ ครีม แฟนครีม เพื่อนที่ทำงานศักดิ์ ทำบุญให้ศักดิ์สม่ำเสมอ จนเมื่อวันก่อน ที่มหาวิทยาลัยมีการจัดงานกีฬา ซึ่งครีมได้ไปร่วมดูงานเปิดด้วย แล้วจู่ๆ ครีมก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่า ศักดิ์ไปแล้วจริงหรือเปล่า? ครีมเลยลองพูดทีเล่นทีจริงขึ้นมาว่า ‘ศักดิ์ งานกีฬาวันนี้จัดไม่ดีเท่าตอนที่ศักดิ์อยู่เลย พี่ว่าศักดิ์ลองดับคบเพลิงแกล้งเขาหน่อยดีกว่าไหม?’ ตอนนั้น นักวิ่งของมหาวิทยาลัยกำลังวิ่งถือคบเพลิงไปจุดเพื่อเปิดงาน ครีมลองถามแฟนแล้วว่า คบเพลิงเนี่ยมันดับได้ไหม? แฟนบอก ไม่ได้นะ เพราะจุดด้วยน้ำมันก๊าซ มันจะไม่ดับ พอครีมพูดเสร็จ ครีมก็หันไปดูอย่างอื่น จนมีคนพูดขึ้นมาว่า ‘พี่ คบเพลิงดับ! ดับได้ไงวะ? เพิ่งจะออกจากจุดวิ่งไปนิดเดียวเอง!?’ แล้วตอนนั้นเองแฟนครีมก็ได้กลิ่นธูปขึ้นมา จึงหันมาถามครีมว่า ครีมได้กลิ่นธูปไหม? ครีมบอกไม่ได้กลิ่นค่ะ <em><strong>แต่ว่า..ศักดิ์เขามาแหละ!</strong></em></p>
<p>พวกเราเชื่อว่า <em><strong>คนไม่ถึงฆาต ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในที่ที่เขาคุ้นเคย ที่ที่เขาห่วง จนกว่าเขาจะถึงเวลาไป..</strong></em> แล้วเมื่อไหร่ล่ะ ที่เขาจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี? นี่เป็นสิ่งที่ครีมคิดแล้วก็ยังคงคิดถึงน้องคนนี้เสมอ RIP น้องศักดิ์ของพวกเรา</p>
<p><b>Story by</b> คุณครีม</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story614/">614 ไม่เชื่ออย่าลบหลู่</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story614/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>573 เตียงบริจาค</title>
		<link>https://thehouse.online/story573/</link>
					<comments>https://thehouse.online/story573/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thehouse]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Aug 2018 13:30:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องสยองก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[ผีเข้า]]></category>
		<category><![CDATA[ลาจาก]]></category>
		<category><![CDATA[เตียง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thehouse.online/?p=4592</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้มาจากคุณ Ratchada Charoenthorn สมาชิกกลุ่ม TheHOUSE ครับ คุณ Ratchada เล่าว่า.. ครั้งหนึ่งในอดีต ถึงเวลาที่แม่ของเราต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ด้วยเพราะอายุที่เข้าวัยชรา พอเห็นแม่แอบย่องเข้าห้องน้ำกลางดึกคนเดียว แล้วก็เกิดอุบัติเหตุหกล้มบ่อยๆ เราจึงตัดสินใจโทรไปที่มูลนิธิโรงพยายาลรัฐแห่งหนึ่ง เพื่อขอรับบริจาคหากมีเตียงคนไข้สักเตียง จะเอามาให้แม่นอน ยกไม้กั้นเตียงไว้แม่จะได้แอบลงมาเองไม่ได้อีก เราเองก็จะได้นอนหลับสนิทสักที คือเราคิดแค่นี้เองจริงๆ เราตัดสินใจปุบปับในเช้าวันนั้น แล้วโทรไปในเวลา 9 โมง ทางมูลนิธิแจ้งว่ายังไม่มีใครบริจาคเตียง ต่อมาราวๆ 11 โมง ทางมูลนิธิก็โทรมาแจ้งว่ามีคนบริจาคเตียงมาเมื่อสักครู่ เราจะรับไหม? เราเลยถามความเป็นมา ทราบว่าผู้บริจาคเป็นลูกสาวของคนไข้เจ้าของเตียง ตัวคนไข้คือคุณแม่ของเขาที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสักพักนี้เอง หลังจากเคลื่อนศพไปวัดแล้ว ผู้บริจาคจึงยกเตียงให้โรงพยาบาล เตียงยังใหม่มาก เราก็เลยตกลง.. เมื่อเตียงมาถึง มาพร้อมที่นอนและผ้าปูสีขาวเหมือนในโรงพยาบาล เราทำความสะอาดแล้วพาแม่ขึ้นเตียง ยกไม้กั้นเตียงขึ้น ความรู้สึกคือเหมือนเราชนะแล้ว ในที่สุดเราก็ขังแม่ไว้ได้ เราเห็นสายตาแม่ที่มองมา เอามือเล็กๆ นั้นจับไม้กั้นเตียงไว้ เราไม่รู้ว่าแม่คิดอะไร แต่มาวันนี้ เรารู้เพียงว่า เราคิดผิด เราไม่ควรนำมันเข้ามาเลย ถ้ารู้ว่าแม่จะต้องเจอกับอะไร เราจะไม่มีวันทำอย่างนี้เลย.. ก่อนเตียงมา แม่พอเดินได้เอง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thehouse.online/story573/">573 เตียงบริจาค</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="td-paragraph-padding-1">
<p>เรื่องนี้มาจากคุณ Ratchada Charoenthorn สมาชิกกลุ่ม <b>TheHOUSE</b> ครับ คุณ Ratchada เล่าว่า.. ครั้งหนึ่งในอดีต ถึงเวลาที่แม่ของเราต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ด้วยเพราะอายุที่เข้าวัยชรา พอเห็นแม่แอบย่องเข้าห้องน้ำกลางดึกคนเดียว แล้วก็เกิดอุบัติเหตุหกล้มบ่อยๆ เราจึงตัดสินใจโทรไปที่มูลนิธิโรงพยายาลรัฐแห่งหนึ่ง เพื่อขอรับบริจาคหากมีเตียงคนไข้สักเตียง จะเอามาให้แม่นอน ยกไม้กั้นเตียงไว้แม่จะได้แอบลงมาเองไม่ได้อีก เราเองก็จะได้นอนหลับสนิทสักที คือเราคิดแค่นี้เองจริงๆ</p>
<p>เราตัดสินใจปุบปับในเช้าวันนั้น แล้วโทรไปในเวลา 9 โมง ทางมูลนิธิแจ้งว่ายังไม่มีใครบริจาคเตียง ต่อมาราวๆ 11 โมง ทางมูลนิธิก็โทรมาแจ้งว่ามีคนบริจาคเตียงมาเมื่อสักครู่ เราจะรับไหม? เราเลยถามความเป็นมา ทราบว่าผู้บริจาคเป็นลูกสาวของคนไข้เจ้าของเตียง ตัวคนไข้คือคุณแม่ของเขาที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสักพักนี้เอง หลังจากเคลื่อนศพไปวัดแล้ว ผู้บริจาคจึงยกเตียงให้โรงพยาบาล เตียงยังใหม่มาก เราก็เลยตกลง.. เมื่อเตียงมาถึง มาพร้อมที่นอนและผ้าปูสีขาวเหมือนในโรงพยาบาล เราทำความสะอาดแล้วพาแม่ขึ้นเตียง ยกไม้กั้นเตียงขึ้น ความรู้สึกคือเหมือนเราชนะแล้ว ในที่สุดเราก็ขังแม่ไว้ได้ เราเห็นสายตาแม่ที่มองมา เอามือเล็กๆ นั้นจับไม้กั้นเตียงไว้ เราไม่รู้ว่าแม่คิดอะไร แต่มาวันนี้ เรารู้เพียงว่า เราคิดผิด เราไม่ควรนำมันเข้ามาเลย ถ้ารู้ว่าแม่จะต้องเจอกับอะไร เราจะไม่มีวันทำอย่างนี้เลย..</p>
<p>ก่อนเตียงมา แม่พอเดินได้เอง น้ำหนักตัวแม่ราวๆ 45 กิโล พูดได้ ทำอะไรได้ เพียงแต่จะช้าๆ ตามประสาคนแก่อายุ 80 หลังจากแม่ขึ้นเตียง เราก็จะพาลงมาเฉพาะตอนกินข้าว อาบน้ำเท่านั้น.. วันหนึ่ง เราทำกับข้าวในครัว แต่เดินมาชะโงกดูแม่ แวบหนึ่ง เราเห็นเงาดำๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ปลายเท้าแม่ เราตกใจมาก! หันกลับไปมองอีกที ก็ไม่มีแล้ว เราคิดว่าตัวเองตาฝาด เลยไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ต่อมาไม่กี่วัน ลูกคนเล็กเรานั่งเล่นลูกบอลแล้วกลิ้งเข้าไปใต้เตียงแม่ เขาจะมุดเข้าไปเก็บ แต่ยังไม่ทันมุด เขาก็ชะงักแล้วรีบวิ่งมาซบตักเรา เขาบอกว่ามีผู้หญิงหน้าตาน่ากลัวนั่งอยู่ใต้เตียง มองมาตลอดเวลา เขากลัว เราได้ฟังนี่ขนลุกนะ แต่เราไม่กลัว.. นับจากนั้นมา ลูกมักจะบอกเสมอว่าผู้หญิงคนนั้น นั่งอยู่ปลายเตียงบ้าง ปลายเท้ายายบ้าง ใต้เตียงบ้าง</p>
<p>จนเราเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของแม่ นับวันแม่ยิ่งผอมลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก น้ำหนักตัวเหลือเพียง 30 กิโล ไม่พูดไม่จาเลย พอจะอ้าปากพูดก็ไม่มีเสียง ไม่มีเรี่ยวแรง จะพลิกตัวก็ทำเองไม่ได้ แต่สิ่งที่แปลกคือ สายตา สายตาที่แข็งกร้าว จ้องเอาๆ ไม่หลบตาใคร จนคนในบ้านต้องหลบสายตานั้นเอง ทุกคนเริ่มกลัว คนอื่นมาหาก็ไม่พูดด้วย บางทีก็จ้องเหมือนไม่รู้จักกัน แล้วที่แปลกอีกอย่างคือ แม่กินเยอะมากกกก อะไรที่ตลอดชีวิตแม่ไม่กินเลย เช่น ปลา ไก่ แม่กลับกินเอากินเอา กินทุกอย่างที่ไม่ชอบกิน กินเยอะจนเรางงว่า ทำไมกินขนาดนี้แต่น้ำหนักลด? เบาหวานก็ไม่ได้เป็น ลูกทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘บางครั้งรู้สึกเหมือนไม่ใช่แม่ โดยเฉพาะสายตาที่มองนั้น ไม่ใช่แน่นอน..’ กลางดึก หลายครั้งที่เราตื่นมาแล้วเห็นแม่นอนมองมา สายตาสบกัน เราต้องหลบเพราะไม่อยากมอง บางคืนเห็นแม่หลับตา แต่มือพยายามจะถอดสร้อยพระออกจากคอ เรารีบดึงลงมาไม่ให้แม่ถอดได้ทุกครั้ง พอถามแม่ว่าถอดทำไม? แกส่ายหน้าคล้ายจะบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน บางคืน เราได้ยินเสียงแม่พูดกับใครบางคนฟังไม่ได้ศัพท์ บางครั้งก็นอนชูแขนกวักมือเรียกใครไม่รู้ เราได้แต่นอนมอง ในใจก็นึกหวั่นกลัวว่าแม่จะฮึดปีนเตียงตกลงมาสักวัน</p>
<p>วันหนึ่งเราเผลอโยนผ้าสีชมพูที่เอาไว้รองนั่ง ไปตกลงบนหัวเตียงแม่ เราหงุดหงิดเลยปล่อยไว้อย่างนั้น จนดึกค่อยมาเก็บ คืนนั้นเราฝันว่าแม่เรียกชื่อเรา พอหันไปดูเห็นแม่ลุกขึ้นนั่งเอง พยายามจะปีนลงจากเตียง เราตกใจรีบพุ่งไปที่เตียง แม่นั่งก้มหน้า เราก็เรียกแม่ๆ พอแม่เงยหน้าขึ้นมากลายเป็นหน้าผู้หญิงคนอื่น ดำๆ บวมๆ พอมองขึ้นไปบนหัวของเขา เรานี่ร้อนวาบไปทั้งตัวเลย เพราะบนหัวเขามีผ้ารองนั่งสีชมพูที่เราโยนไปตกที่หัวเตียงแม่เมื่อตอนเย็น เขาพยายามจะพุ่งมาทำร้ายเรา เราเลยตกใจแล้วก็สะดุ้งตื่น เราหันไปมองแม่ เห็นแม่กำลังละเมอ กวักมือเรียกใครไม่รู้ พอดูนาฬิกาก็ตี 3 พอดี เราเริ่มรู้สึกว่าแบบนี้ชักไม่ค่อยดีแล้ว..</p>
<p>นานวันเข้าแม่เริ่มเป็นแผลกดทับ ทั้งที่เราดูแลอย่างดีมาตลอด แผลเป็นถุงน้ำใสๆ ใหญ่มาก แต่แปลกที่นอนทับก็ไม่แตก สะกิดโดนก็ไม่เจ็บ เราทุกคนเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรแปลกขึ้นทุกทีๆ จนเราตัดสินใจไปปรึกษาอาจารย์ที่นับถือกันท่านหนึ่ง ท่านได้ดูให้ และถามถึงเตียง หลังจากคุยกันเราจึงได้รู้ว่าเตียงที่รับมานั้น มีวิญญาณของเจ้าของเตียงตามมาด้วย เพราะพอหลังจากเสียชีวิต ลูกสาวก็รีบยกให้เรา คนตายติดมากับเตียงด้วยเพราะไม่รู้จะไปไหน และเราก็อนุญาตให้ขนเตียงเข้าบ้านมาเองด้วย จังหวะเดียวกับที่แม่เราขึ้นไปนอนทับที่เขาพอดี ด้วยอายุที่มากแล้ว ทำให้ยามใดที่แม่อ่อนแอ จิตตก ดวงวิญญาณนี้จึงเข้าสิงในร่างแม่เพื่อกินอวัยวะข้างใน หรือแม้แต่อาหารที่เราหาให้แม่กิน วิญญาณนั้นก็กินไปด้วย นี่คือสาเหตุที่ทำไมแม่จึงกินอาหารที่แม่ไม่ชอบได้ บ่อยครั้งที่แม่หลับยาวไป 2 วัน 2 คืน เรียกก็ไม่หือไม่อือ เหมือนคนหมดสติ พอตื่นมาก็ตาแข็งเหมือนเดิม แต่ก็มีบ้างบางวันที่พูดได้ สายตานุ่มนวลเหมือนที่แม่เป็นมาทั้งชีวิต เราสงสารที่แม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ อาจารย์บอกว่า เวลานี้ดวงจิตของแม่อยู่ที่หัวเตียง แม่พยายามไล่วิญญาณนั้นไป และพยายามร้องเรียกเราให้ช่วย แต่ไม่มีใครได้ยินเลย.. วิญญานนั้นยึดร่างแม่ไว้ และกัดกินทุกวันจนแม่ผ่ายผอมลง หากอยากไล่เขาไป ท่านจะทำพิธีให้ แต่เมื่อเขาไป แม่ก็จะไปด้วย..</p>
<p>นั่นหมายความว่า เมื่อวิญญานนั้นออกไป ร่างกายของแม่เวลานี้ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว ให้เราทุกคนทำใจ ภายใน 3 วัน แม่จะเสียชีวิต เราสงสารแม่มาก จึงตกลงให้อาจารย์มาทำพิธี เมื่ออาจารย์มา ท่านให้ลูกทุกคนกราบขอขมาแม่ และท่านก็ทำพิธีให้อยู่พักใหญ่ จนเสร็จ แม่ลืมตาตื่นขึ้นมา สายตานั้นใช่เลย ใช่แม่เราแน่ๆ แม่ยิ้ม และพยายามยกมือไหว้อาจารย์ อาจารย์บอกเราว่า ตอนนี้วิญญานเจ้าของเตียงนั่งอยู่ที่ปลายเตียง จะเข้าร่างแม่ไม่ได้แล้ว และให้เตรียมตัวจัดงานศพได้เลย แม่เรากำลังจะไปแล้ว.. เข้าวันที่ 2 หลังจากทำพิธี จู่ๆ แผลกดทับใสๆ นั้นก็ปริแตก แต่น้ำที่ไหลออกมากลับเป็นเลือดสีม่วงๆ เข้มๆ ไหลซึมออกมาตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน แม่เริ่มบอกว่าเจ็บ ไม่ไหวแล้ว เป็นครั้งแรกที่แม่บอกว่าเจ็บ แม่กินอะไรไม่ได้เลย ไม่ได้แม้แต่น้ำ เราก็ใจไม่ดี จนเข้าวันที่ 3 วันนั้นแปลกมาก คนในบ้านไม่อยู่ มีเรากับลูกคนเล็กอยู่ บรรยากาศมันเงียบ เงียบมาก ลมไม่พัดเลย อึดอัด ร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก แม่เอาแต่มองปลายเตียง และเริ่มหายใจดังขึ้นๆ จนตัวโยน เราต้องให้ออกซิเจนแต่ก็ไม่ดีขึ้น หายใจดัง ถี่ มองแต่ปลายเท้า เราอึดอัดเดินไปเดินมา จู่ๆ ไม่รู้นึกยังไง เราเดินไปหาแม่อย่างไม่รู้ตัว และทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาตลอดชีวิต นั่นคือ ขอโทษแม่ที่เคยดุว่า ล่วงเกิน ยามที่เราดูแลแม่แล้วเหนื่อย ขอโทษที่เคยนอกลู่นอกทาง ขอโทษที่บอกว่าไม่รักแม่ และเราก็บอกแม่ว่า เรารักแม่นะ ไม่อยากให้แม่ตาย แต่เวลานี้แม่ไปเถอะ แม่ไม่ต้องห่วงเรา เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แม่ไปให้สบายเถอะ.. ถึงจะรักแม่เพียงใดแต่เราก็ไม่อยากให้แม่ต้องทนทรมานอีกต่อไป เราจับมือแม่มาแนบอก เป็นสิ่งที่ในชีวิตไม่เคยทำเลย พยายามไม่ให้น้ำตาหยดใส่แม่ กลัวแม่จะยังมีห่วง</p>
<h6><em>ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที แม่ก็เงียบ นิ่ง และหลับไปตลอดกาล..</em></h6>
<p>รุ่งขึ้นหลังจากเคลื่อนศพแม่ไปวัด เราก็บริจาคเตียงนั้นให้กับมูลนิธิที่มารับศพแม่ไป เราจุดธูปบอกเจ้าของเตียงให้เขาไปซะ และอย่าไปทำให้ใครเดือดร้อนอีก เป็นกรรมเปล่าๆ เรารู้เขาไม่มีที่ไป ใจก็อยากจะบอกลูกเขา แต่กลัวเขาไม่เชื่อ ทุกวันนี้เรายังจำได้เลยว่าเขาชื่อ-นามสกุลอะไร เราขอบคุณที่ให้แม่เรานอนเตียง และขออโหสิกับสิ่งที่เขาทำกับแม่เรา และหวังว่าเขาจะไม่ไปทำกับใครอีก..</p>
<p><b>Story by</b> Ratchada Charoenthorn</p>
</div><p>The post <a href="https://thehouse.online/story573/">573 เตียงบริจาค</a> first appeared on <a href="https://thehouse.online">The House</a>.</p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thehouse.online/story573/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
